ภูกระดึง ดึ่ง ดึ๋ง

posted on 16 May 2006 18:04 by chiva

 

 

 

 

 

 

หลังจากไปเที่ยว เมืองฝัน แสนไฮโซมาแล้วก็ขออะไรโลโซลุยๆบ้างล่ะ จากที่โยกโย้ โยกเยกอยู่น้านนานว่าจะไปไหนดี ก็เหมาะกับทริปที่ Trekking Thai จัดไปภูกระดึงพอดี๊ (ได้ค่าโฆษณา 10% โฮะ โฮะ)<------ซะเมื่อไหร่

เดินทางวันที่ 12 - 14 พ.ค. ก่อนไปแอบคิดเราไม่เคยไปเที่ยวภูกระดึงเลยนี่หว่า เห็นบอกว่าโหดขาขึ้น ขาลงชิวๆ แต่เพื่อความไม่ประมาท นังชิวะก็ขอฟิตร่างกายไว้ก่อนล่ะกัน

ทริปนี้มีผู้สูงวัยเหล่าคุณป้าคุณอาของนังผีไปด้วย เลยเกิดอาการกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ คราวนี้ยังไงขึ้นภูกรูคงไม่เป็นที่โหล่ร้อกที่ถึงข้างบนหลังแป (ภูกระดึงเป็นภูเขาหน้าตัดข้างบนภูหลังจากผ่านทางสุดหินแล้วก็เป็นพื้นที่ราบๆเดินสบายค่ะเค้าเรียกว่าหลังแป)

ออกจากเมืองกรุงตอน 4 ทุ่ม ถึงนู่น ตี 4 นั่งรถตู้แหง่กอยู่บนเบาะซะก้นช้ำแล้วช้ำอีกนี่ยังไม่ขึ้นภูก็เริ่มอาการบาดเจ็บซะแร้ว ก่อนขึ้นภูก็หาข้าวเช้าทาน กันเป็นลมกลางทาง หม่ามี้ กะ ป๊ะป๋า และ เหล่าป้าๆอาๆ ขนของกันราวกับจะไปรบกันเป็นเดือนก็ไม่ปานทั้งๆที่ความจริงไปแค่ 2 วัน ไม่รู้ว่ายัดกันยังไง

พอทานอะไรเสร็จขนของไปชั่งกิโลแล้วให้ลูกหาบ หาบของขึ้นไป อยากบอกว่า อเมซิ่งจริงๆ คานหาบ 2 ข้าง ปาเข้าไป 100 กว่า กิโล หาบขึ้นไปได้ไงวะ (แอบทึ่งแต่ก็ชื่นชมนะก๊า)

ด่านแรกคือทางขึ้นชันเล็กน้อยก่อนถึงซำแฮก (ก่อนถึงบนภูจะแบ่งเป็นซำต่างๆคล้ายบริเวณที่กว้างให้หยุดพักบางซำจะมีขนมน้ำแข็งใสและน้ำหวานไม่ก็ไอติมขาย อาหย่อยมาก เพราะเหนื่อย)

 

 

ก่อนขึ้นเห็นกระป๋องยักษ์ (มันก็ถังนั่นแหละ)ใส่ไม้ไผ่ยาวๆเอาไว้ ป๋ะป๋าบอกให้เอาไปด้วย ก็ยังคิด เอาไปทำไมเราออกจะแรงดีไม่ต้องใช้ไม้ค้ำก็ได้แต่ก็เอาไปไม่ขัดศรัทธาป๋ะป๋า

500 เมตรแรกยังคุยกันได้หนุกหนาน หลังจากนั้นก็เงียบ เพราะต่างคนต่างพยายามหายใจ นึกในใจทำไมตั้งชื่อแปลกๆฟะ ซำแฮก พอเดิน+ปีนขึ้นไปก็เข้าใจ มันมาจาก หอบ แฮ่ก แฮ่ก แล้วเพี้ยนเสียงหน่อยนึงนี่เอง ถึงซำแฮก นังผีชีวะก็ยังนำลิบลิ่วอยู่ พักกินหนมน้ำแข็งรอป้าๆอาๆสบายใจ หายเหนื่อย แต่พอผ่าน ซำบอน ซำกกกอก ซำกอซาง ชักหวิวๆ

 

 

เหล่าป้าๆอาๆเริ่มไล่หลังมาทัน และพอชิวะถึงซำกกหว้าทุกคนก็หายกันไปหมด อ๊ะ อย่าเข้าใจผิดชิวะก็ยังนำหน้าลิบลิ่วต่างหาก หึหึ (สมแล้วที่ฟิตก่อนมาเป็นอาทิตย์ สองอาทิตย์)

พอถึงซำกกโดน ซำสุดท้ายก่อนถึงหลังแปที่มีที่พักกินหนมน้ำแข็ง ไม่อยากจะบอกว่านังผีแวะกินหนมน้ำแข็งทุกซำที่มีให้กิน โดยไม่หวั่นน้ำหนักขึ้น ก็แหมๆ แค่ 2 วันแถมเดินซะขนาดนี้มันคงไม่ขึ้นมั้ง

ซำสุดท้ายก่อนถึงหลังแปคือซำแคร่มีไอติมถังให้กิน นี่ถ้าเหมายกถังได้ชิวะเหมาแล้วแต่เกรงใจคนข้างหลังจะไม่ได้กิน เลยเอาแค่ถ้วยเดียวแต่ขอเติมหลายหน

 

 

กินเสร็จเงยหน้ามองทาง ชักอยากกางเต้นท์นอนมันตรงซำแคร่ซะจริง เพราะจากซำแคร่ถึงหลังแปมันทางชันโครตตั้งซ้าเกือบ 90 องศามั้ง

ประมาณแหงนหน้าคอตั้งบ่าเรยอ่า T[]T สปิริตนังผีสูงอยู่แล้ว ยังไงก็ปีนเฟ้ย มาถึงนี่แล้ว ปีนไปเรื่อยๆเริ่มทิ้งห่างป้าๆอาๆ

ที่เหลืออยู่มีแค่หม่ามี้ ป๋ะป๋า นังน้องอบ และนังผี ที่เพียรพยายามปีนต่อไป นังน้องอบลิ่วนำหน้าไปดูบอกเจอกะได ชิวะก็ดีใจนึกว่าขึ้นกะไดไปคงถึง

ที่ไหนได้ยังมีผาหินสูงลิบรออยู่อีก แถมเจอหยั่งงี้ 5 -6 กะไดจนตอนท้ายเริ่มไม่อยากเจอเพราะแต่ละกะไดก็ชันเรียกยายได้เลย นั่งพักแถวกะไดรอป้าๆอาๆอยู่นานก็ไม่เห็นใครสักคนเลยตัดสินใจปีนต่อก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน

 

เฮ้ยยยยยยยย

 

ทำไมป้าๆอาๆมารออยู่ก่อนวะเนี่ยใช่เทเลพอร์ตวิ้งๆแบบในเกม the sim แน่เลย คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าคนนำทางพามาทางลัด ชิวะนั่งมองต้นหญ้าข้างทางรำพึงรำพัน กรุไม่น่านั่งรอเล้ย ให้ตายเหอะ -_-''

 

 

เขียนไปเขียนมาชักยาว ไว้มาต่อวันหลังดีฟ่า เมื่อยมือ เพราะยิ่งเล่ายิ่งยืด ยังไม่ทันอัพใหม่เด๋วนังผีชีวะก็จะกลายเป็นนังผีทะเล เพราะไปเที่ยวทะเลกะก๊วนเดิมที่ไปเมืองฝัน โฮะๆๆๆ ชักมีเรื่องให้อัพมากขึ้นทุกวี่วัน หยั่งกะแคร์ฟรี (เปรียบเทียบได้น่าอดสูใจจิง)

 

 

 

edit @ 21 Dec 2009 05:41:09 by ชิวาว่า ชอบหาชอกโกแลตกิน

หลังจากหายหัวไปนาน บล็อก เบลิก ไม่อัพ เพราะมัวแต่ไปนั่งสูบ นั่งอ่านโดจินFMA อยู่ จนลืมอย่างอื่นจนหมดสิ้น แล้วก็ดำริขึ้นได้ว่ามันมีเรื่องน่าอัพนี่หว่า

ก็เมื่อวันที่ 5 (วันศุกร์) ไปเที่ยว ดรีมเวิร์ด มาอ่ะเด๊ สมาชิก ร่วมการเดินทางก็มี บี เบน โม แพร์ หนึ่ง และข้าน้องเอง ไปครั้งนี้แหกตาตั้งกะ 6 โมงเช้าผิดวิสัยนังผีชีวะจริงๆ ปกติตื่นย่ำเที่ยงนู่น ไปครั้งนี้คิดอย่างเดียว

กรูจะเล่นคุ้มมั้ยนี่ อุส่าโทรคุยกะมายฮันนี่ บีบี๋ ว่า นังผีคงม่าเล่น เฮอริเคน รถไฟเหาะ ไวกิ้ง 9ล9 ที่น่าหวาดเสียวและสูงเกิน2 เมตรเด็ดขาด แบบว่ากลัวเสียตังเปล่าๆปลี้ๆแล้วไม่เล่น เพราะไปกี่ทีๆ ตอนทัศนศึกษากะร.ร. ก็ประมาณว่า

เพื่อนๆเล่นรถไฟเหาะ เราไปนั่งเล่นรถไฟคุณปู่รอเพื่อน

เพื่อนๆเล่นไวกิ้ง เราไปนั่งรถบั๊ม แล้วก็ บั๊มมันแต่ขอบเพราะขับไม่เป็น

เพื่อนๆเล่นเฮอริเคน เราไปนั่งเลี้ยงแพะ ดูกระต่ายที่ฟาร์มลุงทอม

เพื่อนๆเล่นซูเปอร์ สแปลช เรานั่งถีบเรือดูเด็ก ดูวิว

และครั้งนี้ก็คิดว่าคงไม่ต่างกันนัก นู๋กลัวความหวาดเสียวค่า ที่พอเล่นได้ก็คงเป็น กะละมังหมุน (มารู้ทีหลังว่ามันคือ แร็พเตอร์)

พอขึ้นรถ ปอ.ที่เสา'รี ไปลง ดรีมเวิร์ด ตลอดทางทำให้รุว่า แพร์ กะโม เวลาอยู่ด้วยกันแล้วน่ากัวจิงๆ เริ่มเข้าใจสำนวนที่ว่า พูดจนลิงหลับ ส่วนเบนไม่ฟังแพร์กะโมก็หลับเพราะเมารถ แง่ว

แต่คราวนี้เป็นเพื่อนหลับแทนลิง ข้าน้อยกะบีบี๋ก็ครวญเพลงพี่ยุ่นไปตามเรื่อง(จนหลับเหมือนกัน) ตื่นอีกทีก็ถึง เมืองฝัน ซะแล้ว

นึกว่าจะได้เล่นไร เบาๆก่อน แต่เปล่าเล้ย เพ่เบนล่อเอาไวกิ้งมาอันดับแรก นังผีชิวะเริ่มซีดแต่ก็ยอมเล่น

เอาวะ!!!! ไหนๆก็เสียตังแล้ว แต่ก็แอบดีใจที่มีพวก นู๋แพร์ก็ไม่เคยเล่นเหมือนกัน เหอๆ แล้วแทนที่จะนั่งชั้นอนุบาลครั้งแรกก็ดันสะเหร่อไปนั่งปริญญาโท -[]-'' กรี๊ด ม่าออก ลมมันดัน รู้สึกเห็นแต่ท้องฟ้าเต็มไปหมด พื้นดินมันหายไปไหนไม่ยู้

เอาวิญญาณไปฝากนางเงือกที่เสากระโดงซะอย่างนั้น สอยคืนก็ไม่ได้ โฮๆๆ ลงมาดีที่ยังเดินตรงทาง แอบรู้สึกมันในอารมณ์ ไปต่อบ้านผีสิง รู้สึกว่าทุกคนจะหลับตาไม่มีครายสักคนเลยที่มองตอนอยู่ในบ้าน (กำจริงๆ) จากนั้นก็รถไฟตะลุยจักรยาน

อุ กรี๊ดดดด อันนี้ชอบก่ะ มันมืดดีข้างในน่ะ แต่ตอนเสียวพุงก็แหกปากหานู๋เอ็ดซะเรย แก้ได้ดีมั่กๆ โฮะๆ ออกมาฝนตก เลยหลบฝนที่เมืองหิมะ

กร๊ากก หนาวตายแน่ๆ แต่ข้าน้อยบ่ถอยดอก อุส่าแต่ง คู่แฝด โอรัง กะบีบี๋ ไปถ่ายรูปในเมืองหิมะ หนุกเว้ยๆๆ รายการต่อไป แกรนด์ แคนย่อน อันนี้ชอบอีกแล้ว เพราะเค้าม่าเปียก โฮะๆ (โม กะเบน โชกทั้งตัว) และเมื่อมันเปียกไปแล้วก็เลยไปต่อ ซูเปอร์ สแปลช

เลือกนั่งหลังนึกว่าจะเสียวน้อยเปียกน้อย แต่คิดผิด โคตะระเสียวไส้ ถึงขนาดกรี๊ดไม่ทัน พอลงมาเห็นจะจะว่าน้ำยกตัวสูงขึ้นก่อนถาโถมทับข้าน้อยและเพื่อนๆประหนึ่งว่าอยู่ในหนังเรื่อง The Day After Tomorrow ไม่ก็ Titanic ไม่ก็ Poseidon ก็ไม่ปาน

แบบเดียวกับการซักผ้าเมื่อซักจนเปียกแล้วก็ต้องปั่นแห้ง เฮๆๆๆ นังผีชอบกะละมังปั่นแห้งม๊ากมาก เรียกแร็พเตอร์ มันไม่ถนัดปากนิ

เจอเด็กฝรั่งโคตร หล่อ นั่งฝั่งตรงข้าม หัวเจ้ากรรมดันก้มมองไม่ได้ เพราะแรงเหวี่ยงในถังปั่นทำเอาหน้าหงายเงิบ ชิ!!! ออกมาตัวยังไม่แห้งดี

เพื่อนๆก็ตั้งใจยิ่งจะเล่นรถไฟเหาะ แม้ว่าแถวจะยาวเป็นกิโลแม้วก็ตาม นังผีเริ่มซีดเล็กๆอีกหน แต่อย่างน้อยไวกิ้งก็ผ่านมาแล้วคงไม่เป็นไรมั้ง

สุดท้ายก็ได้ขึ้นรถไฟเหาะครั้งแรกแล้วเว้ยยยยยย

ไม่เสียวเท่าที่คิดไว้ รุงิเล่นมันซะคั้งนานแล้ว เชอะๆ เท่านี้ยังไม่พอหลังจากเล่นหวาดเสียวมาก็เล่นเด็กน้อยกันมั่ง โมโนเรล ช่างน่านั่ง แต่รอชาติกว่าๆถึงได้ขึ้น(อันนี้เล่นก่อนแคนย่อนใหญ่นี่หว่า ชักเรียงลำดับมั่วๆแฮะ)

และที่คุ้มมากก็คือ เฮอริเคน ที่ชาตินี้ไม่คิดว่าจะขึ้นก็ได้ขึ้น นู๋แพร์ตอนแรกไม่เล่นแต่เปลี่ยนใจ พี่แกเหวี่ยงซ้า

หลวงพ่อที่ห้อยหลุดออกมานอกเสื้อเรย จะแงะมือออกจากที่จับเพื่อเก็บหลวงพ่อก็ไม่กล้า ได้แต่ภาวนาหลวงพ่ออย่าหล่นนะเจ้าค้าาาา

หลังจากได้เล่นเฮอริเคนจนรู้ฤทธิ์แล้วก็ ไม่เท่าหร่ายยยเน๊ แค่เดินเป๋หน่อยๆเอ๊งงงง เห็นปลาหมึกอยู่ใกล้ๆ ก็ รู้สึกว่า

เชอะ ปลาหมึก น่ะเด็กอนุบาล ช้านเล่นมาตั้งแต่ 5 ขวบ ตอนแดนเนรมิตยังมีชีวิตอยู่นะยะ แพร์ที่เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมทำท่าจะไม่ขึ้นแต่ก็ขึ้นอีกและ

ครั่กๆ กลัวมาแล้วไม่คุ้มอ่าเด้ ข้าน้อยก็นั่งกะบี

ตอนเครื่องเริ่มเล่นก็คุยกันหนุกๆ เจ้าหน้าที่ก็พากย์ได้น่าสน พอมันเริ่มเหวี่ยงเสียงพูดก็เริ่มหาย ต่อมาตาที่ลืมอยู่ก็เริ่มปิด ปิ๊ดปี๋

อุ๊ แม่เจ้า ข้าวมันไก่ที่กินเข้าไปจะออกแล้วว้อยยยยย

รู้สึกอยากลงใจจะขาด หันไปมองคนอื่น โม กะ เบน ไมดู แฮปปี้จังวะ จากที่คิดว่าเด็กๆชักไม่เด็กซะแล้ว นั่งคิด ใครใช้ให้นั่งเฮอริเคนแล้วมาต่อปลาหมึกวะเนี่ย คำตอบคือ ตัวเอง -*- คนพากย์ที่รุสึกพากย์หนุกในตอนแรกเริ่มหงุดหงิดว่า

เมิงจะพากย์หาเตี่ยเมิงเร้อออออ ยังมีหน้ามาถามอี๊ก ว่าไหวมั้ย ไหวให้ยกมือ ไอ้บร้า แค่ลืมตากรูยังทำม่าด้ายเล้ยยยยยยย

พอหมดรอบทุกคนรีบหาที่พึ่งทันที (ยกเว้น โม กะเบน -*- )

แม้ว่าหน้าฟาร์มลุงทอมจะเหม็นอุจจาระแพะเพียงใดเราก็จะนั่งตรงม้านั่งที่นั่นต่อไป

เพราะเราลุกไม่ขึ้นแล้ว บี แพร์ หนึ่ง และข้าน้อย ใบ้แด๊กกันหมด บีแค่หันหน้ายังทำไม่ได้ นังผีทำได้แค่ก้มหน้ามองต้นพริกข้างหน้าฟาร์มของลุง

ส่วนแพร์และหนึ่งอัดยาดมกันอยู่ อาสาสมัครจำเป็น โม กะ เบน(ก็มันเหลือ 2 หน่อที่ไม่เป็นไรนี่หว้า) เลยไปซื้อน้ำกับขนมมาให้

ต่อมาแพร์ขอบายไปจากหน้าฟาร์มเพราะกลิ่นยิ่งทำให้อยากอ้วก ข้าน้อยเลยตามไปด้วย พอดีขึ้นเลยเดินเอาเสบียงไปส่งให้แพร์ที่อาการยังป้อแป้

กว่าวิญญาณจะกลับเข้าร่างกำทำให้พลาดเล่นไปหลาย กะจะเล่น เครซี่บัส หนูลมกรด แล้วก็พรมวิเศษ ซะหน่อย แง่ววววว อด บัตรที่เหลือเลยเสร็จ โม กะ เบน (เป็นแผน 2 คนนี้ป่าววะเนี่ย)

นั่งกันจนเย็น เลยถ่ายรูปกะบีไปพลางๆ ฝาแฝด ฮิตาจิอิง ฮิคารุ คาโอรุ

อุกรี๊ดดดด น่าร้ากกกกก ก่อนกลับยังอุส่าไปเล่นไวกิ้ง<-----(ไม่เข็ด)ได้อีกรอบจากบัตร 1 ใบแต่เล่น 3 คน พี่เจ้าหน้าที่ทำหน้าเอือมระอา

ครั้งนี้ก็ยังเอาวิญญาณไปฝากพี่เงือกที่เสากระโดงตามเคย

ขากลับขึ้นรถตู้ กะว่าจะหลับแต่สุดท้ายก็ป่าว เอาแต่เม้าท์กะโมและแพร์จนลืมไปว่ามึนหัว (ลืมได้ด้วยวุ้ย) ลงที่ เสา'รีก็หาไรกิน

ส่วนเบนที่แฮปปี้มาทั้งวันไม่หวั่นว่าเครื่องเล่นจะหวาดเสียวแสนมึนแค่ไหนกลับมาเมารถ โอ้ กะละมัง ขันแตก เชื่อเค้าเรย ซาร่า พาราเซตามอน คนแบบนี้ก็มีด้วย

นั่งกินมื้อเย็นแถวนั้นก่อนกลับ

ยอมรับวันนี้สนุกจนลืมเวลา อะไรที่ไม่เคยไม่กล้าเล่นก็ได้ลองหมด ขอบคุณเพื่อนๆที่ชวนเค้ามา ซึ้งจัง เสียดายนิดเดียว อดขึ้นกระเช้าชมวิวยามเย็น แต่เอาเตอะ 280 บาท ได้ขนาดนี้เกินคุ้มแล้วค่า ผีชีวะ มีความสุขจัง ความทรงจำแสนดีในช่วงชีวิตวัยรุ่น d(^-^)b (พูดเปงคนแก่เรย)

HAPPY For All of U 2 นะคะ

thank you my friends you give me a happyness.

my dreams come true at dreams' world.

I'll keep this precious day in my heart.

Impression becomes memorial

and this day is precious impression.

MECCI BOUCOUP, MES AMIES

(ขอบคุณมากนะ เพื่อนของฉัน)

PS. สะกดถูกป่าวม่ายยู้ ภาษาฝรั่งเศสเนี่ย แง่บๆ


edit @ 2006/05/09 03:38:48

ใครหลายคนในยุคปัจจุบันนี้อาจจะหลงลืมกันไปมากแล้วเกี่ยวกับผลของการทำบุญและรักษาศีลให้บริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นให้เห็นกันได้จะจะ ชัดชัดกันในชาตินี้

ต่อจากนี้เป็นประสบการ์ณตรงที่ประสบกับตัวเองเลยอยากจะบอกต่อเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ใครหลายๆคนได้หันกลับมาตั้งหน้าตั้งตารักษาศีลกันก่อนที่จะไม่มีโอกาส

ขอเน้นว่าประสบการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงที่เกิดจากอานิสงส์ของการรักษาศีลที่เราพยายามทำอยู่แม้จะยังไม่ดีมากมายนักก็ตาม แต่ทว่าผลบุญที่ได้จากการรักษาศีลนั้นก็เริ่มปรากฎให้เห็นบ้างแล้วล่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตตอนเรายังเป็นเด็ก เราไม่ใช่คนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อมากมายนักโดยเฉพาะกับพวกสิ่งมีชีวิตพวกมดและแมลง มดแมลงบางทีก็บี้ เห็นยุงเป็นตบเลือดทะลักคามือ แล้วคราวนี้พอได้รู้ว่ายุงมันเกิดจากลูกน้ำ ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว

เราเดินไปที่กะละมังหลังบ้านที่มันมีลูกน้ำอยู่เต็ม ลังเลแป๊บนึงก่อนที่จะเอากะละมังนั้นคว่ำกับพื้นกลางแดดเปรี้ยงๆ เรานั่งมองดูพวกลูกน้ำที่ดิ้นอย่างทรมานบนพื้นปูนซีเมนท์กลางแดดนั้น ด้วยความรู้สึกแบบไหนรู้ป่ะ....

สนุก

นั่นแหละเป็นสิ่งที่เรารู้สึกตอนนั้น.....

หลังจากนั้นไม่นานด้วยอกุศลที่ผิดศีลข้อปาณาติบาตก็กลายมาเป็นวิบากติดตามตัวเรา

ผิวหนังเริ่มเกิดอาการแพ้ทั้งๆที่แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็น และเริ่มเป็นหนักขึ้นจนไม่อยากจะอาบน้ำเพราะเวลาน้ำโดนแผลมันจะแสบมาก ถ้าเป็นนิดๆหน่อยๆเราคงไม่เป็นไรมากแต่ว่ามันเป็นทั่วทั้งขาทั้งแขน

แผลที่โดนยุงกัดแล้วคนอื่นคันๆเจ็บๆรรมดานั่นแหละ แต่เราจะกลายเป็นตุ่มแดงคันมาก แล้วถ้าเผลอไปเกาล่ะก็จบเห่ เพราะ มันจะไม่ยอมหายให้ดีๆแน่ จะลุกลามกลายเป็นแผลที่บางครั้งมีน้ำเหลืองไหลออกมา ทั้งแสบทั้งคัน ยิ่งโดนน้ำยิ่งแสบ ไปหาหมอมาหลายหนก็ไม่หาย ไปทีก็ได้ยามาทา มาฟอกแทนสบู่ที พอเลิกใช้ยาก็เป็นอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ 7-8 ปี

แสบแผลไม่พอยังขาดความมั่นใจอย่างมากเพราะ ขากับ แขน มันพุพองน่าเกลียด

ตอนนั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ผิวสวยแบบคนอื่นๆเขา บางครั้งคิดมากจนโทษสวรรค์ไปนู่น จนวันหนึ่งก็เข้าใจ อยู่ๆก็จำได้ว่าเคยไปคร่าชีวิตสิ่งมีชีวิตเล็กๆหลายร้อยหลายพันชีวิตมา (กรุณารู้ไว้ว่า 1 ชีวิต ก็ 1 วิญญาณ แม้ว่าทำกรรมกับสัตว์เดรัจฉานที่ให้ผลวิบากไม่มากเท่าทำกับคนก็ตาม)

ต่อมาได้อ่านหนังสือในหนังสือบอกว่าที่รูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่ไม่งามนั่นเป็นเพราะศีลไม่บริสุทธิ์ ศีลขาดบ่อยๆ ไม่ว่าจะข้อไหนก็ตาม

และสิ่งที่ทำให้จำได้ก็คือ การสวดมนต์ (เริ่มสวดเป็นประจำตั้งแต่อายุ 12 ปี)

แล้วก็หัดดูตัวเองในปัจจุบันเพราะสภาพที่เป็นในปัจจุบันคือผลวิบากจากอดีต ตอนนั้นพอรู้ก็ลองถามตัวเองดูว่าไปทำร้ายใครมาหรือผิดศีลอะไรหรือ แล้วคำตอบมันก็ผุดขึ้นมาเอง คืออย่างที่บอกไปแล้วตอนแรก "ฆ่าสิ่งมีชีวิต"

พอรู้ดังนั้นเลยอธิษฐานขอรักษาศีลให้บริสุทธิ์นับแต่นั้นมาถึงยุงจะกัดก็จะไม่ตบแต่แค่ไล่ๆไปให้พ้นเท่านั้น (แถมบางครั้งปล่อยให้ดูดเลือดไปเลยให้อิ่ม เพราะรู้แล้วว่าโอกาสได้ดูดเลือดจนอิ่มมันจะมีซักกี่มื้อกันเชียว กับชีวิตแค่ 7 วันที่แสนสั้น ลองเทียบกับ 70 ปีของเราดูมันคนล่ะเรื่องกันเลย แถมถ้าเราตบมันตายเลยแต่เราแค่เจ็บๆคันๆ รู้สึกมันเกินไปแฮะ เหมือนกับคนตัวเล็กเอาไม้ไปแหย่คนตัวใหญ่กว่าแต่คนตัวใหญ่กว่าเอาปังตอไปฟาดคนตัวเล็กตายคามือ)

พอตั้งใจแบบนั้นแล้วและพิสูจน์ว่าทำได้แน่ วิบากจากอกุศลก็เริ่มต้องถดถอยไปเอง เริ่มจาก......

ไม่นานก็ได้ข่าวว่ามีคลินิกที่รักษาโรคผิวหนังอยู่แถวบางพลัด (สงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่รู้ให้เร็วกว่านี้เหมือนกับว่ากรรมมันบังยังไงไม่รู้) พี่ลองไปรักษาแล้วดีมาก หมอเขาเก่ง มีคนไปรักษากันเยอะเหมือนกันก็ลองไป ไปครั้งแรกหมอตรวจดูแป๊บเดียวก็บอกว่าแพ้แมลงนะ

แล้วก็สั่งยาให้ ตอนแรกก็กลัวว่าจะเป็นพวกยาทายาฟอกอีกรึเปล่า เพราะเคยใช้แล้วมันไม่เห็นจะหาย แต่เปล่าอ่ะ เป็นยากิน กับยาทา เป็นยาแก้แพ้ แก้คัน

ลองทาไม่นานไอ้ที่พุๆอยู่ก็เริ่มดีขึ้นแล้วก็ดีขึ้นแบบเร็วมาก

ประมาณว่าทาตรงที่พุๆตอนหัวค่ำแล้วก็เข้านอนตื่นมามันยุบเลยอ่ะ!!!

คิดว่าแปลกไหมล่ะทั้งที่แต่ก่อน(ก่อนที่จะอธิษฐานรักษาศีล) ก็รักษาทายาแล้วทายาอีกไม่หาย ตอนนี้เลยอธิษฐานไปอีกว่าโดยเฉพาะข้อปาณาติบาตจะไม่ให้ขาดอีกเลยกุศลที่ได้อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรหมดเลย

ตอนนี้เวลาอาบน้ำก็ไม่ทรมานแล้ว แม้ว่าเศษกรรมจะยังอยู่ไม่หมดในคราวเดียว ยังมีเป็นเม็ดตุ่มคันบ้างแต่ก็ไม่พุพองลามแบบแต่ก่อน ยิ่งช่วงนี้ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับกรรมวิบากมากขึ้น ก็รู้อะไรมากขึ้น

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา 18 ปี รู้สึกโชคดีที่กลับตัวทัน โชคดีที่ได้รู้เรื่องกฎแห่งการกระทำ ว่าทำอะไรไปได้ผลอย่างที่ทำแน่นอน จะหนักเบาก็แล้วแต่แรงกุศลกับอกุศลที่ถ่วงดุลกันอยู่ ถ้ามีแรงกุศลมาก อกุศลเบาบางก็ออกฤทธิ์ร้ายน้อยหน่อย แต่ถ้ากลับกันล่ะ?

ไม่อยากคิดแฮะ น่ากลัว

บางครั้งอ่านพวกวิธีทรมานแมลงสาปแล้วขนลุก มันเหมือนกันกับเราในอดีตที่หลงผิด ติดความสนุกบนความทุกข์ทรมานของสิ่งมีชีวิตอื่นยังไงยังงั้น

หวังว่าใครที่ได้อ่านสิ่งที่เราตั้งใจจะบอกผ่านตัวอักษรนี้จะเกิดจิตกุศลเลิกเบียดเบียนสรรพชีวิตอื่นๆต่อไป ขอกุศลนี้ที่ได้จงสำเร็จแก่บิดามารดา ผู้มีคุณ เจ้ากรรมนายเวร และทุกชีวิตที่เกิดมาร่วมสังสารวัฎเดียวกันนี้ด้วยเถิด....