ตอนที่ 2

อุบัติเหตุ

 

น้ำท่วมในจีน ผู้คนบาดเจ็บนับร้อย

พายุลูกไฟในชิลี เหตุเกิดจากอากาศที่แห้งแล้ง

พายุทอร์นาโดถล่มสหรัฐฯบ้านเรือนเสียหายยับเยิน

 

ดูเหมือนแทบจะเป็นเรื่องปรกติไปแล้วที่เปิดทีวีเมื่อไหร่จะต้องมีข่าวภัยพิบัติทั้งที่ยังเช้าตรู่เช่นนี้แท้ๆ

เสียงสรุปข่าวก่อนเข้าเนื้อหาจริงทำเอาคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกับข้าวหันไปมอง

 

“เอาแกงจืดเต้าหู้อีกซักถ้วยมั้ยลูก”

 

เสียงอ่อนโยนดังขึ้นหลังเคาท์เตอร์ที่กั้นขึ้นเป็นส่วนทำครัว เด็กสาวจึงละสายตาจากโทรทัศน์

หันกลับมามองมารดาของตนที่ง่วนอยู่หน้าเตา

 

“ไม่เป็นไรค่ะแม่  แม่แหละมานั่งกินด้วยกันได้แล้วน่า” เสียงของเด็กสาวกึ่งอ้อน

 

“จ้าๆ อีกแป๊บเดียว  อ่ะ ได้ละ”

 

ผัดผักกาดใส่กุ้งถูกวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมน่าทาน ทำให้ต้องแอบตักเข้าปากก่อนใครๆจะมา

กับข้าวง่ายๆแต่กินได้ไม่เคยจะเบื่อของเธอล่ะ

 

“แล้วยัย คี ยังไม่ลงมาอีกเหรอ แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วเนี่ย ปรกติมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อก่อนใครเขา”

“อ๋อ พี่คีเขาบ่นปวดหัวน่ะแม่ เลยยังนอนอยู่เลย” 

“อ้าว เมื่อวานเห็นยังดีๆแล้วเป็นไรมากมั้ยล่ะนั่น  กินหยูกกินยารึยัง”

 

“กินแล้วน่ะสิเลยยังนอนอยู่ กินยาแก้ปวดทีไร เป็นงี้ทุกที

ตกลงไม่รู้ป่วยเพราะอากาศเปลี่ยนหรือป่วยเพราะผลข้างเคียงยา”   

มาริสา น้องสาวของอาคีราบ่นกระปอดประแปดด้วยความเป็นห่วง

 

“แถมเมื่อคืนก็มานอนเบียดกะหนูอีก หนูเลยต้องย้ายไปนอนที่โซฟาแทน”

 

“งั้นเดี๋ยวแม่ต้มข้าวต้มเพิ่มดีกว่า ถ้าพี่เขาลุกไหวจะได้ลงมาทาน”

“ไม่เป็นไรหรอกแม่ เดี๋ยวหนูยกไปให้พี่เขาเองก็ได้”

แต่ยังไม่ทันได้ต้มข้าวเสียงฝีเท้าตึกๆเป็นจังหวะก็ดังมาจากทางบันไดขึ้นชั้นบน

“หอมจังค่า” 

เสียงใสนั้นดังมาก่อนตัว ครู่เดียวร่างของเด็กสาวที่ยังอยู่ในชุดนอนก็ลงมานั่งกับเก้าอี้อย่างเรียบร้อย

 

“ไม่เป็นไรแล้วเหรอพี่คี”

“ดีขึ้นแล้วจ้า ตั้งแต่ได้กลิ่นหอมๆนี่แหละ”

“แล้วล้างหน้าล้างตาหรือยัง ไม่ใช่ว่าลืมตาเสร็จก็ลงมากินเลยล่ะ”  ผู้เป็นมารดาถามกึ่งหยอกเย้า

“อู๊ย หน้ามีแค่นี้ล้างแป๊บเดียวก็สะอาดแล้วค่ะแม่”

“แสดงว่าพี่คีไม่แปรงฟันล่ะสิ”

“แปรงแล้วย่ะ ยัยมาริสา เธอแหละไปเคาะประตูห้องน้ำเรียกให้พี่มาทานข้าวเองนี่”

น้องสาวที่ห่างกันถึงแปดปีจ้องหน้าอย่างงุนงง จนอาคีราจับได้ถึงความผิดปรกติบางอย่าง

“หนูไม่ได้ไปเคาะนะพี่คี ”

“อ้าว จริงอ่ะ ล้อเล่นป่ะเนี่ย” 

พูดพลางหรี่ตามองน้องอย่างจับผิด ไม่อยากยอมรับว่าตนเองหูฝาด

เพราะมั่นใจว่ามีคนไปเคาะเรียกจริงๆ แถมเรียกชื่อเธออีก

เอ๊ะ...หรืออาจจะไม่ใช่คน แย่ล่ะสิ...ถ้าเป็นอย่างหลัง จะทำยังไง

“น้องนั่งอยู่นี่ตั้งแต่เช้าแล้วลูก”

ประโยคของแม่ยิ่งทำให้น่าเชื่อเข้าไปอีก เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิด จนน้องสาวอดไม่ได้ที่จะถามต่อ

“มีอะไรผิดปรกติเหรอพี่คี”

“อ่า..สงสัยพี่คงหูฝาดไปเองแหละ”

อาคีราตัดบท ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องแปลกๆที่เธอเจอให้น้องฟังเท่าใดนัก

ก็รายนี้กลัวเรื่องลึกลับยังกับอะไรดี ทั้งๆที่พอเจอเข้าจริงดันทะเล่อทะล่าไปสนทนาด้วยซะอย่างนั้น

 

อาคีรานึกถึงสมัยที่คุณยายเสียไปแล้วได้เกือบปี

ทว่าเจ้าน้องสาวแสนซนป่าวประกาศว่าคุณยายยังอยู่แถมมาคุยด้วยอีก

 

“คุณยายก็อยู่ในห้องพระไงแม่ คุณยายบอกห่วงแม่ ที่เอาแต่แอบร้องไห้เรียกหาคุณยายทุกคืน..

จะขึ้นข้างบนก็เลยยังขึ้นไม่ได้ ทั้งที่วิมานก็มีรออยู่แล้ว แถมข้างบนสบายจะตาย

ไม่มีอะไรน่าเศร้า ไม่รู้ร้องไห้ทำไมนักหนา นังหนูแก้วตา ”

 

 พอได้ยินสิ่งที่น้องพรั่งพรูออกมาแม่ถึงกับปล่อยโฮหนักกว่าเดิม เพราะสรรพนาม “นังหนูแก้วตา”

ยายชอบเรียกแม่ตอนเด็กๆและเป็นสรรพนามที่รู้กันแค่สองคนเท่านั้นเอง  

อาคีราเองก็จำได้ว่ายายมักตื่นแต่เช้ามาตักบาตรทุกวันไม่เคยขาด

พอหัวค่ำเข้าห้องพระสวดมนต์เป็นนานสองนาน

และเธอกับน้องก็ชอบเข้าไปนั่งหน้าสลอนสวดแจ้วๆเป็นนกแก้วนกขุนทอง

พอเห็นยายนั่งหลับตานิ่งๆก็เอาบ้าง สุดท้ายหลับคาห้องพระเป็นประจำจนคุณยายบ่น

“ให้นั่งสมาธิดันหนีไปเฝ้าพระอินทร์เรื่อย”

พอคุณยายเสียพวกเธอกับน้องเริ่มโตเข้าโรงเรียนก็ไม่ค่อยมีใครเข้าไปสวดมนต์ในห้องพระอีก

ยกเว้นพ่อที่สืบสานปณิธานของคุณยายเรื่อยมา

ส่วนแม่ที่ไม่เข้าไปคงเพราะคิดถึงคุณยายมากนั่นเอง

 

“พอเข้าห้องพระทีไร น้ำตาไหลทุกทีเชียว” แม่เอ่ยพลางปาดน้ำตาหลังจากคุณยายจากไปเพียงไม่กี่วัน

 แต่พอเกิดเหตุที่ยัยมาริสาคุยกับคุณยายได้ หลังจากวันนั้นแม่ก็เริ่มสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวัน

อาคีราคิดว่า กุศลที่ได้ แม่คงจะให้ยาย กับปูทางสวรรค์ไว้ให้ตัวเอง

เธอจึงเชื่อเรื่องพวกนี้ฝังจิตฝังใจและประจักษ์กับตนเองว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง

“ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่มีใครเห็นตัวเราเองนี่แหละเห็น”

 

เลยกลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั้งบ้านล่ะว่าน้องสาวของเธอมีสัมผัสที่หก

แต่จนแล้วจนรอดเธอก็หาคำตอบไม่ได้ว่าใครเป็นคนเรียก

จะว่าไปลองนึกทบทวนดีๆเสียงที่เธอได้ยินก็ออกทุ้มต่ำเกินกว่าจะเป็นเสียงของน้องสาวเธอไปได้

 

“หรือเราจะเจอผีจริงๆหว่า” อาคีราพึมพำกับตนเองเบาๆ

 

เธอหอบความสงสัยมาด้วยแม้ว่าจะออกนอกบ้านแล้วก็ตาม

ชุดลำลองเสื้อยืดคอวีสีฟ้ากับกางเกงยีนส์ทำให้รู้สึกทะมัดทะแมงเวลาเดินเหิน 

เหมาะที่สุดกับโปรแกรมที่วางไว้ในวันหยุดแบบนี้ ที่คงหนีไม่พ้นไปหาซื้อของใช้ในบ้าน

กับหนังสืออ่านเตรียมสอบแถวศูนย์การค้าที่ไม่ไกลนัก

 ชีวิตเด็กเตรียมเอนท์ช่างลำบากแท้ ไม่รู้เป็นกรรมของเด็กประเทศนี้หรือไงหนอ

พอมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทีไรเป็นเรื่องเป็นราวมันทุกทีสิน่า

 

ใจเธอเองลึกๆก็นึกเบื่อเหมือนกันกับการต้องไปแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ

กับคนเรือนหมื่นเรือนแสนยิ่งหากเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง

สนามสอบก็เหมือนสนามรบดีๆนี่เอง

 

เด็กสาวสลดลงเล็กน้อย เธอยังโชคดีที่พ่อและแม่ไม่เคยกดดัน

“ได้ก็ดี ไม่ได้ก็มีที่เรียนอื่นอีกเยอะแยะ ชีวิตไม่ได้จบลงแค่สอบได้หรือไม่ได้สักหน่อย”

แม่มักพูดเช่นนี้เสมอ

ส่วนพ่อก็จะเสริมต่อ “อย่ายึดมั่นกับมันนักเลยเรื่องได้หรือไม่ได้ แค่พยายามอย่างเต็มที่ก็พอ”

พอนึกถึงพ่อและแม่เธอก็อดอมยิ้มไม่ได้ เธอล่ะอยากจะยกตำแหน่งคู่รักแห่งปีให้เลยจริงๆ

เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันไปเกือบจะทุกเรื่อง  ชีวิตนี้เธอจะมีความรักที่ดีอย่างพ่อแม่ได้มั้ยนะ

 

สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง เธอเดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย

หยิบรายการของที่แม่และเจ้าน้องสาวตัวดีฝากซื้อขึ้นมาอ่าน

“ช็อกโกแลต Mars....น้ำตาลทราย...กาแฟสำเร็จรูป...เอ..อะไรอีก ลายมือยัยสาอ่านยากจัง...”

 

สายตาเหลือบแลเห็นว่าอีกนิดเดียวจะถึงฟุตบาทแล้ว.....จึงไม่ได้สนใจรอบข้างมากนัก

 

“แม่หนูคนนั้นระวัง!!!!!!!!!” 

 

สิ้นเสียงแม่ค้าอาคีราจึงรู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นมอง  ดวงตาเธอเบิกโพลง

รถมอเตอร์ไซค์ที่มีคนขับวัยรุ่นดูเมาไม่ได้สติกำลังพุ่งเข้ามาอย่างแรงและเร็ว

อีกเพียงนิดเดียวจะถึงตัวเธอ ไม่มีทางหลบได้เลย

เนื้อตัวสั่นเทา เกร็งไปทั้งร่าง เธอก้าวขาไม่ออก

ทำได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นพินโบว์ลิ่งรอลูกโบว์ลิ่งคือรถมอร์เตอร์ไซค์พุ่งชนให้ล้มแตกกระจาย!!

 

เอี้ยด!!!!! โครม!!!!!!!!!!

 

เคร้งๆๆ!!!  ตุบ!!

 

“กรี๊ดดดด รถชน!!”

 

“เข้าไปดูเร็ว!!”

 

“ตายมั้ยเนี่ย!!!!”

 

“แล้วเด็กผู้หญิงล่ะ!!!”

 

เสียงกรีดร้องวี้ดว้ายดังระงมรอบตัว รู้สึกเหมือนมีคนยืนมุงอยู่

อาคีราไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง รู้สึกถึงพื้นคอนกรีตที่ทั้งร้อนและแข็งอยู่ใต้ร่างเธอ

ทำไมเธอไม่เจ็บเลยล่ะ หรือว่าความจริงเจ็บจนชากันแน่นะ

                ตัดสินใจเปิดเปลือกตาขึ้น พบว่าตนเองนอนคว่ำหน้าอยู่ที่ริมฟุตบาท

รถมอเตอร์ไซค์เมื่อครู่แฉลบไปทางราวเหล็กกั้นเป็นพื้นที่ขายของ 

ร้านรองเท้าที่อยู่ใกล้ๆตอนนี้หน้าร้านมีแต่รองเท้าหล่นเกลื่อนกระจัดกระจายเต็มพื้นเจ้าของร้านสีหน้าตื่นตกใจ

ส่วนคนขับที่คงจะสร่างเมาแล้วนอนร้องโอดโอยอยู่ท่ามกลางกองรองเท้านั่นแหละ

 

เด็กสาวผมยาวงุนงง เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอมาอยู่ตรงนี้ได้ เธอถูกชนจนกระเด็นออกมาหรือ

แต่แล้วทำไมไม่รู้สึกเจ็บตรงไหนเลยล่ะ อาคีราค่อยๆลุกขึ้นยืนโดยมีคุณป้าแม่ค้าช่วยพยุง 

กวาดตาสำรวจตนเอง ขยับแขนขาเผื่อว่ามีส่วนไหนผิดปรกติ แต่ทุกอย่างก็ปรกติดี

มีแค่รอยฟกช้ำที่ต้นแขนกับแผลถลอกเท่านั้นเอง

 

“แม่หนูเป็นไงบ้าง แหม โชคดีจริงๆที่หนูกระโดดหลบทัน” คุณป้าแม่ค้าเอ่ย

ขณะที่ไทยมุงเริ่มทยอยมาเรื่อยๆ ล้อมรอบเด็กแว้นที่ยังนอนร้องโอ๊ยๆที่เดิม

“ยังดีที่มอร์เตอร์ไซค์มันหักศอก..ไอ้พวกเมาแล้วขับนี่มันน่านัก”

               

อาคีรายืนนิ่งฟังคุณป้าบ่น แต่ใจกลับเต็มเปี่ยมด้วยความสงสัย เธอไม่ได้กระโดดหลบแน่นอน

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนมีแรงบางอย่างมากระแทกหลังเธออย่างแรง ราวกับว่ามีคนผลัก

“คุณป้าเห็นใครเดินตามหลังหนูมามั้ยคะ”

“ไม่นะ ป้าก็เห็นหนูเดินอ่านอะไรมาคนเดียว”

พอเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไร คุณป้าแม่ค้าจึงเดินเลี่ยงไปดูคนเจ็บกับซากมอร์เตอร์ไซค์แทน

เด็กสาวนัยน์ตากลมพอมั่นใจว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงเลี่ยงออกมาจากจุดเกิดเหตุที่ชักจะวุ่นวายมากขึ้น

ถ้าตำรวจมาอาจจะโดนลากไปสอบปากคำ แล้วคงเสียเวลา เป็นเรื่องเป็นราวยุ่งขึ้นไปอีก....

เมื่อตัดสินใจได้จึงกระชับกระเป๋าสะพาย พาร่างตัวเองมุ่งหน้าไปทางประตูศูนย์การค้าที่อยู่ไม่ไกล

               

แม้ข้างในจะยังหวั่นไหวตกใจอยู่แต่ใจนึกอยากหันกลับไปสำรวจรอบๆอีกครั้ง   

กวาดสายตาไปตามถนนที่คลาคล่ำด้วยผู้คน เสียงไซเรนของรถพยาบาลที่แว่วอยู่ไกลๆ    

เสียงรถราคันอื่นๆที่แล่นผ่านเลยไป....

 

ณ อีกฝากฝั่งหนึ่งของถนนนั้นเอง ดวงตาสีฟ้าทอดมองมา

ใบหน้าขาวผ่องไม่ได้ระบายยิ้มอ่อนโยนอย่างครั้งแรกที่เห็น หากเป็นสีหน้าของคนโล่งใจ

ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง สายตาจับจ้องเธอไม่วาง ริมฝีปากนั้นขยับเล็กน้อย

ทว่าเธอรู้ในทุกถ้อยคำ

 

“ระวังตัวหน่อยสิ”

 

เพียงเสี้ยววินาทีรถพยาบาลแล่นผ่านบังสายตาเธอ

ร่างของเด็กหนุ่มปริศนาก็หายไป ดั่งว่าไม่เคยยืนอยู่ที่ตรงนั้น

 

“เธอเป็นใครกัน....ผี....เทวดา....หรืออะไร”

 

เด็กสาวที่แทบล้มทั้งยืนได้แต่พึมพึมกับตนเอง

ช็อกเสียยิ่งกว่าตอนเกือบโดนมอร์เตอร์ไซค์ชน

นี่เธอรอดเพราะเด็กผู้ชายคนนั้นหรือเปล่านะ?

ตอนนี้รู้เพียงอย่างเดียว...

มันไม่ใช่แค่ฝันแน่แล้ว อาคีรามั่นใจกำลังจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเธอ

และสาเหตุก็คือเด็กหนุ่มผมสีวอลนัท ตาสีฟ้าคนนั้นแน่นอน

 

TBC

Comment

Comment:

Tweet