ด้วยความที่อยากจะแต่งนิยายเป็นของตัวเองบ้างหลังจากแต่งแต่ fic มานาน

เลยประเดิมตอนแรกที่นี่เลยแล้วกันจ้า


Wanderers รักจากฟากฟ้า

ตอนที่ 1  แรกพบ

 

เธอเคยได้ยินทฤษฎี  เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวมั้ย....

ฉันแค่อยากให้เธอรู้ว่า มันเป็นความจริง....

 

อากาศที่ร้อนอบอ้าวของยามบ่ายไม่ทำให้เธอเดือดร้อนเท่าไรนัก

ตราบใดที่ภายในห้องเรียนเปิดแอร์ไว้เย็นฉ่ำ “อาคีรา” ยังคงนั่งจดบันทึกสิ่งที่ครูสอนอย่างขะมักเขม้น

                อีกไม่นานเธอจะจบจากการเป็นเด็กมัธยมปลายแล้ว เธอต้องตั้งใจให้มาก  

 ดวงตากลมนั้นกวาดไปตามกระดานไวท์บอร์ดเบื้องหน้า เพื่อพยายามทำความเข้าใจ

อาการปวดหัวตุบๆที่รุมเร้ามาตั้งแต่เมื่อกลางวันยังคงรบกวนเธออยู่เป็นระยะ 

รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย......แต่ก็พอทน

 

“อาคิ อาคิ ยัยอาคีรา!”

เสียงเรียกของเพื่อนที่กระซิบดังขึ้นเรื่อยๆ

จนสุดท้ายเกือบจะแหกปากตะโกนทำเอาเธอหลุดจากสมาธิบนกระดาน 

เด็กสาวเอี้ยวตัวไปหาเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้านหลังอย่างระมัดระวัง

ไม่ให้รบกวนการเรียนการสอนในห้อง

 

“มีอะไร ยัยพิมพ์ดีด”

“พิมพาโว้ย ไม่ใช่พิมดีด อย่าเปลี่ยนชื่อเอาเองดิ”

“เออน่า ช่างเหอะ เรียกทำไม”

“ปากกาหมึกหมด ยืมหน่อยๆ”

“พิมพ์ดีดเอาแทนสิ ไม่ต้องเขียน”

“แหนะ อย่าเพิ่งมากวนซี้ เดี๋ยวจดไม่ทันอ๊ะ”

ได้แซวเพื่อนพอสนุกปากเด็กสาวก็หันกลับมาควานหาปากกาในกระเป๋าเก็บเครื่องเขียน

แล้วส่งปากกาให้แบบรีบๆ ระหว่างหันกลับมามองกระดาน

 

พลัน!!

สายตาก็ดันไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างนอกหน้าต่างกระจกใสข้างๆที่นั่งของเธอ

แสงแดดที่สาดเข้ามาทำให้ต้องหยีตามอง...

 เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนคล้ายเปลือกวอลนัทสะท้อนแสงตะวันจนเกือบเป็นสีทอง

เสื้อมีฮู้ดแขนยาวสีขาวเข้ากันกับกางเกงขายาวสีเทาอ่อน 

ดวงตาสีของท้องฟ้าคู่นั้นทำเอาเธอมองตาค้าง

ใบหน้าราวเทพบุตรส่งยิ้มหวานมาให้ ถ้ามันเกิดในสถานการณ์ปรกติเธอคงจะไม่สนใจมากเท่าไหร่

แต่ที่ไม่  ก็เพราะหมอนั่นยืนอยู่นอกหน้าต่างของตึกสูงเกือบห้าชั้น

 

ที่สำคัญมันไม่มีระเบียงให้ยืน!!!

หมอนั่นลอยละล่องอยู่กลางอากาศ!!!

 

โครม!

เพียงเท่านั้นก็ทำให้อาคีราลุกพรวด 

เสียงโครมจากเก้าอี้ที่ลงไปนอนกระแทกพื้นดังลั่นพาเอาทั้งห้องหันมามองเป็นสายตาเดียว

รวมถึงคุณครูที่มองลอดแว่นออกมาอย่างตำหนิระคนสงสัย

 

“ขะ ขอโทษค่ะครู คะ คือ  คือว่าหนูปวดหัวนิดหน่อยน่ะค่ะ” 

เด็กสาวเก็บสีหน้าและอาการให้เป็นปรกติ

มันเป็นความเคยชินของเธอที่มักจะ “ตั้งสติ” มันทุกเรื่องจนเพื่อนชอบแซวให้ไปบวชเสียรู้แล้วรู้รอด

คุณครูร่างท้วมส่งสายตาอ่อนโยนมาให้เธอเล็กน้อยก่อนเอ่ย

 

“อืม ไม่เป็นไร  นั่งลงได้ อีกเดี๋ยวครูจะปล่อยแล้ว”

 

เด็กสาวนัยน์ตากลมโตก้มลงไปเก็บเก้าอี้แล้วนั่งลงอีกครั้ง เหลือบมองไปที่หน้าต่างอย่างหวาดระแวงแต่ทว่า

ไม่มี..... ไม่มีร่างของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว........

ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะถูกดุมากกว่านี้ เป็นความจริงที่ว่า อาคีรา เป็นเด็กที่ครูหลายคนให้ความเอ็นดู

ความตั้งใจเรียน และความอ่อนน้อมที่หาได้ยากในเด็กสมัยปัจจุบันยังคงอยู่ในตัวเธออย่างเต็มเปี่ยม 

แรกๆเพื่อนบางคนมักมองอย่างหมั่นไส้

แต่นานวันเข้าพอได้รู้จักนิสัยกันจริงๆกลับกลายเป็นเพื่อนด้วยซะนี่

อย่างยัยพิมพ์ดีดนี่ก็ใช่ เหตุผลที่เจ้าตัวมาบอกทีหลัง หลังจากสนิทกันแล้วมีแค่

 

“ตอนแรกก็หมั้นไส้แต่พออยู่กะเธอแล้วมันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก”

 

เด็กสาวรู้สึกตัวหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเองตอนรู้จักกับพิมพาใหม่ๆ

เมื่อเจ้าเพื่อนตัวดียื่นมือมาสะกิดยิกๆ

 

“เฮ้ยๆ ยัยอาคิ อยู่ๆลุกพรวดพราดขึ้นมาทำไม ฉันตกใจหมด”

เสียงกระซิบกระซาบของเพื่อนสาวดังขึ้นข้างหลัง

“เมื่อกี้เธอไม่เห็นเหรอ พิม”

“เห็นอะไร ”

“เด็กผู้ชายที่ ลอย อยู่ข้างนอก”

“ฉันเห็นแต่เธอซุ่มซ่ามทำเก้าอี้ล้มเองอ่ะ”

               

เมื่อเห็นเพื่อนสาวทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

อาคีราจึงทำได้แค่ถอนใจเล็กน้อยก่อนพึมพำบอกตัวเองว่า “ตาคงฝาดไป”กับ “เรียนหนักจนเบลอ”

 

ตอนกลับมาถึงบ้านท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนจากสีส้มอมม่วงไปเป็นน้ำเงินเข้มแล้ว

ดวงดาวเริ่มปรากฏตัวออกมาอวดแสงกัน อาคีราเดินออกมาจากห้องน้ำ

ขยี้ผมที่เปียกเบาๆ  ก่อนนั่งลงกับเตียง ตั้งใจว่าจะสวดมนต์

ทำจิตใจให้สงบสักหน่อยก่อนจะลงมืออ่านหนังสือที่ค้างเอาไว้ต่อ

อาการปวดหัวตุบๆยังมีอยู่ เธอพยายามจะไม่ใส่ใจมันเหมือนเดิม

 

“ยาแก้ปวดซักสองเม็ดน่าจะไหว” เธอบอกตนเอง

 

สายตาแลเล็งออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน ในใจยังนึกถึงเรื่องเมื่อบ่าย

แอบหวังเล็กน้อยว่าจะได้เห็นเด็กผู้ชายคนนั้นอีก คราวนี้กะจะเบิ่งตาดูให้ชัดๆ

พิสูจน์กันจะจะไปเลยว่า เห็นจริงหรือตาฝาดไป

แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในตาก็มีแค่แสงจากเสาไฟฟ้าในหมู่บ้านเรียงเป็นทาง

สลับกับต้นไม้ พุ่มไม้

เด็กสาวถอนหายใจ

 

“ตาฝาดจริงๆซะล่ะมั้ง”

 

ร่างเปรียวบางลุกจากเตียง หมายจะเดินไปปิดหน้าต่างกระจกที่เปิดอ้าอยู่ 

ลมวูบใหญ่พัดปะทะใบหน้า กลิ่นหอมสดชื่นพรั่งพรูเข้ามาเต็มจมูก

 

เด็กสาวยื่นหน้าออกไปด้านนอก กลิ่นของสายลมยามค่ำคืนพาใจสงบลง

พยายามนึกว่าเป็นกลิ่นของอะไร 

ดอกไม้หรือ  ไม่ใช่แน่   ดอกไม้ไม่น่าจะมีกลิ่นแบบนี้

กลิ่นผสมปนเปกันระหว่าง ใบสนกับแสงแดดอบอุ่น  

อาคีราหลับตาพยายามเค้นนึกที่มาของกลิ่นหอมแปลกประหลาด หูก็ดันได้ยินเสียง......

 

“สวัสดี”

 

“อ๊ะ อ๊ายยยยย!!!!” 

 

โครม!!

ร่างขางเธอผงะถอยหลังอัตโนมัติไปชนเข้ากับเก้าอี้จนล้มลงไป

สองรอบแล้วภายในวันเดียวกัน

ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อลืมตามองที่มาของเสียงทักทาย

 

เด็กผู้ชายคนนั้น! ลอยเท้งเต้งอยู่นอกหน้าต่างบ้านเธอ!

 

เด็กสาวลุกขึ้นพรวด อยากจะตะโกนแต่เสียงไม่ยอมออกมา จึงทำได้แค่ยื่นทื่ออยู่ที่เดิม

ร่างนั้นเคลื่อนผ่านหน้าต่างห้องเธอเข้ามาแลดูไม่ทุกข์ร้อน เธอยังคงก้าวขาไม่ออก

 

‘ผี ปีศาจ เอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว!!!! อะไรกัน!!!!’

 

สมองของเธอทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อหาคำตอบ

เหมือนพายุลูกใหญ่หมุนวนกระทบกระแทกอยู่ในหัว

นึกอยากจะเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอดไป

มือขาวผ่องที่โผล่พ้นแขนเสื้อยื่นออกมาช้าๆ อาคีราหลับตาแน่น

กลัวก็กลัว อยากรู้ก็อยากรู้  ฝืนสูดหายใจยาวลึก

‘ตั้งสติสิๆๆๆๆ’  ตะโกนท่องอยู่ในใจทั้งที่ทำไม่ได้อย่างที่ท่อง

 

“อย่ากลัวเลย ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก แค่มาทักทายเท่านั้น เพราะอีกไม่นานเราจะ…”

 

เสียงทุ้มนุ่มหูดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสของนิ้วแผ่วเบาที่ข้างแก้มของเธอ

 ประโยคนั้นคนพูดไม่ยอมต่อให้จบราวกับลังเลอะไรสักอย่าง

‘อะไร  เราจะ… อะไร โอ๊ยยย สงสัยทำไมกันนะเรา!!!’

เด็กสาวคิดแกมบ่นตัวเองอย่างร้อนรนทั้งที่ยังหลับตา สงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ายิ่ง 

‘วันนี้มันวันอะไรกัน แกนโลกพลิกหรือไง เรื่องประหลาดๆพวกนี้ถึงเกิดขึ้นกับฉัน!!’

เสียงขำเบาๆดังขึ้น

“แกนโลกยังไม่ได้พลิกหรอก....แค่ อีกไม่นาน เราจะรู้จักกัน...”

‘เอ๊ย ทำไมรู้ว่าเราคิดอะไร!!’

 

พรึ่บ!!!

 

ร่างที่ยืนทื่อเป็นตอไม้ตัดสินใจลืมตาโพล่งทว่า

ว่างเปล่า…

ไม่มีใครสักคนนอกจากเธอที่ยืนอยู่ในห้อง ทุกอย่างเงียบเชียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไร้ร่องรอยของเด็กผู้ชายผู้บุกรุก....... 

นอกจากในหัวแล้วตอนนี้ยังปั่นป่วนในอก มีแต่ความไม่เข้าใจอยู่เต็มไปหมด

คราวนี้ชัดทั้งภาพ ทั้งเสียง ไม่ใช่ตาฝาดแน่แล้ว 

แขนขาอ่อนเปลี้ยลงดื้อๆทั้งที่ยืนแข็งอยู่ได้ตั้งนาน

 ร่างของเธอล้มลงบนเตียงทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและจบลงรวดเร็ว  

 

อาคีราเด้งพรวด วิ่งไปดึงหน้าต่างงับเข้ามาดัง ปัง

รูดม่านปิดเข้าหากันมิดชิด กันไว้ก่อน อุ่นใจกว่า

แขนยาวบอบบางยื่นกวาดมาที่เตียงอีกรอบแล้วหอบเอาหนังสือ หมอน ผ้าห่ม

เดินจ้ำอ้าวไปทางประตูห้องนอน  

คืนนี้ไปขออาศัยนอนกับน้องสาวท่าจะเป็นความคิดที่ดี

คิดอยากเล่าให้น้องสาวตัวดีฟังแต่นึกๆดูอีกที

 

เรื่องแบบนี้เล่าให้ใครฟัง ใครมันจะเชื่อ!!

 

ยาแก้ปวดสองเม็ดชักจะไม่พอซะแล้วสิ

เสียงประตูปิด ดังขึ้นอีกหน เสียงเดินฉับๆๆ ไกลออกไป 

ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง

ร่างเพรียวไม่รู้เลยว่ามีสายตาอ่อนโยนจ้องตามแผ่นหลังตัวเองออกจากห้องไปเงียบๆ

แต่เธอมองไม่เห็นหรอกว่าใคร

 

“เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก  อาคีรา ”

เสียงทุ้มนุ่มนั้นดังแค่เพียงประซิบ....

TBC ค่า

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์และข้อมูลค่าsurprised smile

#2 By ชิวะ ก๊า on 2011-06-28 22:27

ชอบการเล่าแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งจังค่ะ ฮา~~~ คุณตัวเอกแอบรั่ว กร๊ากกกก

ปล.ยาแก้ปวด ถ้าหมายถึงพาราละก็ อายุประมาณนี้กินน้อยกว่าสองเม็ดจะไม่ออกฤทธิ์นะคะ confused smile (โดนคุณจขบ.ถีบ อั๊กกก )

#1 By Hokuto on 2011-06-28 22:19