Wanderers รักจากฟากฟ้า ตอนที่ 3
posted on 28 Jun 2011 22:17 by chiva in Wanderersตอนที่ 3
เพื่อนบ้านคนใหม่
“กลับมาแล้วค่า”
ร่างบอบบางเดินหอบหิ้วถุงจากซูเปอร์มาเก็ตเข้ามาในบ้านพร้อมส่งเสียงหวานบอกมารดาและน้องสาว
เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งนำหน้ามาก่อนใคร
“พี่คีย์มาแล้ว ซื้อขนมมาฝากหนูมั้ย”
“ แหม ถามหาขนมก่อนเลยนะจ๊า..นี่ไงล่ะ”
ช็อกโกแลตแท่งเล็กยี่ห้อ Marsของโปรดถูกยื่นให้น้องสาวตัวดี
“อ๊าย แขนไปโดนอะไรมาน่ะพี่คีย์”
เด็กหญิงตัวเล็กท้วงติงขึ้นมาเมื่อเห็นรอยแผลถลอกเป็นทางยาวบนแขนของพี่สาวตน
“หกล้มนิดหน่อยน่ะจ้ะ อย่าห่วงเล้ย เดี๋ยวก็หาย”
“เอาถุงมาสิ หนูช่วยถือ”
เอื้อมมือมาจับถุงหูหิ้วหมับ ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อย อาคีราจึงส่งถุงให้น้องสาวไปโดยดี
“เอาไปให้แม่ทีจ้ะ”
พยักหน้าหงึกแล้ววิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในครัว จนคนเป็นพี่ต้องรีบตะโกนไล่หลัง
“ขนมน่ะ ไว้กินหลังทานข้าวเสร็จแล้วนะ”
“ค่า~~~~”
ตอบค่า ค่า ทีไร ขนมหมดก่อนทุกทีสิน่า
เธออมยิ้มให้กับอาการช็อกโกแลตลิซึ่มและความแก่นแก้วของน้องสาว
สาวเท้าเข้าบ้านได้ ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นมา
‘หวังวันนี้คงไม่มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นอีกแล้วนะ’ เด็กสาวคิดปลอบใจตนเอง
ดวงตาสีฟ้า....สวย....เจ้าของเองก็ดูโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางผู้คน..แต่ทำไม..
ไม่มีใครเห็นเลย นอกจากเธอคนเดียว....
พอจะก้าวขาจะขึ้นไปอาบน้ำชั้นบน
แล้วว่าจะนั่งพักให้หายเหนื่อยก็ถูกมารดาที่ออกมาจากครัวขัดไว้เสียก่อน
“น้องบอกว่าหนูแขนถลอกน่ากลัว เป็นไรมากมั้ยลูก”
“หกล้มน่ะค่ะแม่..ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
ไม่กล้าบอกว่าตนเองเกือบโดนมอร์เตอร์ไซค์ชน
กลัวว่ามารดาจะยิ่งกังวลใจ แล้วก็ยิ่งบอกไม่ได้ใหญ่ว่าตนเองเจอเหตุการณ์แปลกๆ ตั้งแต่เมื่อวาน...
“หนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนแล้วกันนะคะ”
ว่าจบก็เผ่นแผล็วขึ้นชั้นบนก่อนจะถูกซักไซ้ไล่เรียงมากไปกว่าเดิม
“ไปทำอีท่าไหนถึงได้หกล้ม ลูกคนนี้..แล้วยังจะฝืนไปเดินซื้อของอีก..”
แอบได้ยินเสียงของแม่บ่นด้วยความเป็นห่วง
ระหว่างทางเดินเข้าห้องนอน กลิ่นหอมของดอกไม้โชยมาแตะจมูก
รู้สึกเอะใจจึงแหวกม่านมูลี่ที่หน้าต่างบานใหญ่ออกดู
สังเกตเห็นว่าป้ายประกาศขายที่แปะอยู่หน้าบ้านข้างๆถูกถอดออกไป
“มีคนมาอยู่ใหม่แล้วเหรอ...เอ๊ะ! ทำไม ต้นไม้กับตัวบ้านมัน...”
อาคีรามั่นใจ วันก่อนต้นไม้ที่บ้านข้างๆไม่ได้เขียวครึ้มแบบวันนี้ ตัวบ้านเองก็ดูรกร้างวังเวงพิกล
แต่ทำไมแค่ไม่กี่วันถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้นะ
ต้นชงโคสูงใหญ่ ออกดอกสีชมพูอมม่วงบานเต็มต้น
ทั้งๆที่เมื่อวานยังไม่เห็นมีดอกตูมสักดอกเลยด้วยซ้ำ!!
พุ่มดอกโมกที่เมื่อก่อนไม่มี ถูกลงไว้เหยียดยาวไปตามรั้วบ้าน
ดอกเล็กๆสีขาวต่างบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเย็นไปทั่วบริเวณ
และกลิ่นดอกโมกนี้เองที่ดึงความสนใจของเธอไว้
“คงจ้างพวกบริษัทรับตกแต่งบ้าน ตกแต่งสวนมาทำให้ล่ะมั้ง”
เด็กสาวหาเหตุผลที่ “น่าจะใช่” มาจนได้
เธอปิดม่านลง มั่นใจอย่างหนึ่งคือ เจ้าของบ้านคนใหม่ฐานะคงมีอันจะกิน
ถึงได้จัดการย้ายข้าวของพร้อมทั้งตกแต่งบ้านที่รกร้างให้กลับมาสวยน่าอยู่ได้รวดเร็วขนาดนี้
“สมัยนี้อะไรๆก็หมุนไปด้วยเงินทั้งนั้น..เฮ้อ..”
ใบหน้าขาวนวลเผลอย่นคิ้วเบ้ปาก เธอค่อนข้างรังเกียจ “ลัทธิบูชาเงินเป็นพระเจ้า” มากโขอยู่
ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเงินตราช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่เราควรจะใช้มันให้เป็น
ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา แล้วสุดท้ายตกเป็นทาสมัน แก่งแย่งแสวงหาตั้งแต่เกิดจนตาย
จนลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆคืออะไร
แก่นแท้ของการมีชีวิตอยู่คืออะไร....
บางคนตายไปแล้วก็ยังไม่มีโอกาสได้รู้เลยด้วยซ้ำ
ขนาดเงินทองมีมากมาย ตายไปเงินปากผีไม่กี่บาทยังโดนสัปเหร่อแงะเอาไปเลย
ถอนใจอีกครั้ง ความคิดแบบปลงตก บางทีก็แว่บเข้ามา
“คิดแบบยายแก่อีกแล้วเรา” อาคีราเอ่ยพลางขำเบาๆ
หลายครั้งที่เธอรู้สึกแปลกแยกกับเพื่อนในวัยเดียวกันและมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้
ตอนประถมขณะที่เพื่อนๆทุกคนในห้องต่างเล่นและพูดคุยส่งเสียงกันดังสนั่นมีเพียงเธอคนเดียวที่นั่งเงียบ
เธอไม่ใช่เด็กเก็บตัวและก็มีเพื่อนหลายคน เธอคุยกับทุกคนได้หมด
เพียงแต่เมื่อทุกคนในห้องเข้าโหมด “ลิงทโมน” เธอกลับไม่นึกอยากจะทำตาม
กลับเป็นเพียงผู้ดู สังเกตการณ์ต่างๆในห้องแทน ปล่อยทุกอย่างรอบตัวให้ไหลผ่านไปด้วยใจที่วางเฉย
คิดแค่ว่า นั่งนิ่งๆแบบนี้สบายกว่า สงบกว่า แล้วก็ได้รู้ได้เห็นอะไรมากกว่า แล้วก็ไม่ต้องถูกครูดุด้วย
พอเข้ามาอยู่ในห้องของตัวเอง เด็กสาวก็หยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป
น้ำเย็นๆเป็นสายจากฝักบัวช่วยให้หัวโล่งขึ้น แต่แผลที่แขนพอโดนน้ำก็แสบยิบๆทำเอาสะดุ้ง
สักพักก็พาร่างที่เปียกโชกออกมาจากห้องน้ำ เช็ดหน้าเช็ดผมอยู่ดีๆ
พลันสายตากระทบกับนาฬิกาปลุกดิจิตอลที่หัวนอนโชว์เลข 3:33
“บ่ายสาม สามสิบสามนาทีเหรอ เราอาบไปครึ่งชั่วโมงเชียว”
เด็กสาวเลือกเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวสีนวลที่ใส่สบายมากะว่าจะพรางรอยถลอกที่แขน
พยายามสวมอย่างระวังไม่ให้โดนแผลมากนัก
ครู่เดียวร่างที่จัดการเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางอยู่ๆก็ยืดขึ้นสุดตัวด้วยความรวดเร็วเหมือนนึกอะไรออก
“บ่ายสามมันก็ต้อง 15:33 สิ”
พอนึกได้ดังนั้นจึงรีบหันไปมองที่นาฬิกาเจ้าปัญหาที่ตั้งอยู่ที่เดิม
แล้วมันก็ยิ่งสร้างความฉงนให้กับเธอเมื่อหน้าปัดที่โชว์กลายเป็น 15:33
มือขาวคว้านาฬิกามาเช็คสภาพเผื่อว่าถ่านจะใกล้หมดเลยเพี้ยนไปหรือไม่
“ก็เพิ่งเปลี่ยนถ่านไปเมื่อสองวันก่อนเอง”
‘แค่นาฬิการวนนิดหน่อยตกใจทำไมกันนะเรา’
แม้จะคิดปลอบตัวเองแบบนั้นที่ลึกๆก็ยังรู้สึกเอะใจอยู่ดี
เหมือนกับว่าอีกไม่นานชีวิตที่เคยปรกติของเธอจะเปลี่ยนไปราวกับถูกจับพลิกคว่ำ
เธอก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้นและมันก็ชักจะแรงขึ้นทุกที
เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านทำให้รู้ว่าพ่อของเธอกลับมาจากคลินิกแล้ว
แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ที่น่าจะได้นอนตื่นสายอยู่พักผ่อนที่บ้านสบายๆ
พ่อของเธอกลับต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเปิดคลินิก ค่ายา ค่ารักษาพยาบาลต่างๆ
ก็คิดในราคาที่ต่ำกว่าคลินิกทั่วไป พ่อมักจะบอกว่า
“แม้จะเป็นคลินิกของตัวเองแต่เราก็ต้องทำงานรักษาให้เต็มที่
ผลตอบแทนมีค่าน้อยกว่าความสุขทางใจที่ได้ช่วยเหลือผู้คน อีกอย่างคนที่เขาป่วยไข้ก็จะได้อุ่นใจ”
เธอยิ้มแก้มปริ ความภาคภูมิใจในตัวบิดาเต็มตื้นขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึงคำสอนเหล่านี้
และเธอเองก็น้อมรับสิ่งที่พ่อสอนมาไว้ในชีวิต
“อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่เงินเห็นแก่ผู้อื่นให้มาก ช่วยเหลือตามสติกำลัง แล้วจะเป็นสุขใจ”
บิดลูกบิดประตูเปิดออก ก่อนจะพาตัวเองลงไปยังชั้นล่างของตัวบ้านเผื่อว่า
จะได้พูดคุยไต่ถามเหตุการณ์ประจำวันกับพ่อ
แต่ระหว่างลงบันไดก็ได้ยินเสียงของพ่อและแม่คุยกันเสียก่อน
“บ้านข้างๆที่ว่างอยู่มีคนย้ายมาแล้วนะแม่ ”
“พ่อรู้ได้ไงน่ะ ขนาดแม่อยู่บ้านตลอดยังไม่รู้เลย”
“พอดีเคยเจอกันกับเจ้าของบ้านน่ะ.....เขาทำงานใกล้ๆคลินิกพ่อ..เป็นเด็กฝรั่งแต่พูดไทยชัดแจ๋ว”
อาคีราหยุดอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย
ดวงตากลมโตมองไล่ตามน้องสาวจอมซนวิ่งเข้ามาสมทบฟังบิดามารดาที่ห้องนั่งเล่น
สงสัยต่อมความอยากรู้อยากเห็นจะทำงานตามเคย
เด็กสาวเห็นในมือเล็กๆถือช็อกโกแลตยี่ห้อโปรดไว้ซะด้วย
“โห เด็กฝรั่งด้วย เขามาอยู่กะใครอ่ะคะ” ได้ทีน้องสาวเล็กสุดของบ้านก็ถามบ้าง
“เห็นว่ามาอยู่คนเดียว..พ่อก็ยังไม่ได้คุยอะไรมาก..ว่าจะชวนเขามาทานข้าวที่บ้านอยู่เนี่ย”
“หูยยยย ถ้างั้นต้องรวยมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้แน่เลย”
“แหนะ ดูพูดเข้ายัยสา ถ้าเป็นงั้นจริงเขาน่าสงสารออก” อาคีราที่เดินตามมาทีหลังปรามน้องทันควัน
“งั้นก็ดีเลยชวนเขามาทานข้าวเย็นบ้านเรา เป็นเพื่อนบ้านกันจะได้สนิทกันไว้เนอะ”
คราวนี้คุณแม่ใจดีที่หนึ่งในบ้านออกความเห็น
ในอกลึกๆที่ไหนสักแห่งกระตุกวูบ เด็กฝรั่ง....แถมมาอยู่ตัวคนเดียว
ผมสีเปลือกวอลนัทและนัยน์ตาสีฟ้าแวบเข้ามาในหัว....
“คงไม่ใช่หรอกน่ะ ผี หรือเอเลี่ยนที่ไหนจะมาซื้อบ้านอยู่กัน ”
‘หรือเป็นเทวดา’ เด็กสาวนึก
“ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ เทวดาต้องมีวิมานบนสวรรค์สิ..ชักจะเลอะเทอะแล้วเรา”
เธอพึมพำบอกตัวเองพลางส่ายหน้า แต่ก็อดขบคิดไม่ได้
เรื่องพวกนี้ทำไมอยู่ๆก็เกิดขึ้นแถมยังดูสอดคล้องกันไปหมด นับตั้งแต่วันที่เธอเจอเด็กผู้ชายที่ลอยได้คนนั้น
กับเสียงเรียกปริศนาเมื่อเช้าแถมเย็นนี้ก็มีคนย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ
ทั้งที่ไม่มีใครอยู่มานานเป็นปีนับแต่เจ้าของคนก่อนประกาศขายอีก แถมท่าทางจะรู้จักพ่อของเธอซะด้วย
เมื่อทุกคนในบ้านเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะไปเชิญเพื่อนบ้านหน้าใหม่ให้มาร่วมมื้อเย็น
คุณแม่กับน้องสาวจึงพากันเดินต๊อกแต๊กไปบ้านข้างๆ
เรื่องถนัดของทั้งคู่เลยล่ะกับการผูกมิตรไมตรีกับคนไม่เคยรู้จัก ส่วนคุณพ่อนั่งพักดูโทรทัศน์ที่โซฟา
ได้โอกาสเธอจึงเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ
“เหนื่อยมั้ยคะ พ่อ”
“ก็ดีจ้ะ วันนี้คนน้อยหน่อยงานเลยไม่หนัก”
“แล้วเด็กฝรั่งคนนั้นเป็นยังไงบ้างคะ”
ผู้เป็นพ่อละสายตาจากจอโทรทัศน์หันมาหาลูกสาวด้วยสีหน้าแปลกใจ
“เอ วันนี้มาแปลก ปรกติหนูไม่เห็นถามถึงหนุ่มๆคนไหน
ขนาดเจ้าอาร์ทที่ฝึกงานกับพ่อประจำออกจะถามหาหนู บ่อย หนูก็ไม่เห็นจะสนใจเลย”
คุณนนท์พ่อของอาคีราเอ่ยอย่างอารมณ์ดี แกมหยอกเย้าลูกสาว แต่พอเห็นสีหน้าออกจะกังวลของอาคีรา
น้ำเสียงที่ใช้จึงจริงจังขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่าลูก หรือหนูสังหรณ์ใจอะไร”
“เอ่อ...ก็ไม่มีอะไรค่ะ แค่สะกิดใจนิดหน่อย”
นันย์ตาสีน้ำตาลเข้มหรุบลงต่ำ เธอยังคงเลี่ยงที่จะพูดเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้น
เพื่อนบ้านที่กำลังจะมาจะใช่คนเดียวกับเด็กหนุ่มที่ลอยได้และช่วยเธอไว้จากมอร์เตอร์ไซด์ชนหรือเปล่า....
“แต่เท่าที่พ่อรู้สึกอันดับแรกเลยคือรู้ว่า เด็กฝรั่งคนนี้ไม่เหมือนใคร...”
“ไม่เหมือนนี่...ดีมั้ยคะ”
“อันนี้หนูลองเจอเขาก่อนดีกว่า...แต่สำหรับพ่อ พ่อว่าเขาก็ใช้ได้ทีเดียว”
“...หนูเชื่อในความรู้สึกของพ่อค่ะ...งั้นคงไม่มีอะไรมั้งคะ..”
เป็นธรรมดาในทุกคนที่จะมี “จิตสัมผัส”เพียงแต่จะมากน้อยไม่เท่ากัน
ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะรู้ว่าคนที่เราพบเป็นครั้งแรกคบได้หรือไม่ได้ เข้ากันได้หรือไม่ได้กับเรา
และเธอเชื่อใน “จิตสัมผัส”ของบิดาของเธอ
คนดีย่อมดึงดูดคนดีเข้ามาหา เราเป็นอย่างไรย่อมต้องดึงดูดคนประเภทเดียวกันเข้ามาอยู่แล้ว
เพราะธรรมชาติเป็นอย่างนั้น น้ำย่อมไหลรวมเข้ากับน้ำ น้ำมันย่อมไหลรวมเข้ากับน้ำมัน
น้ำกับน้ำมันไม่มีวันปนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
และเธอเชื่อว่าบิดาของเธอเป็นคนดี ก็ต้องพบเจอแต่คนดีๆ ยกเว้นเสียแต่ว่า......
วิบากกรรมจะจัดสรร เจ้ากรรมนายเวรมาให้ชดใช้ซึ่งกันและกัน
มันทำให้เธอกังวลเล็กน้อย...และความกังวลคงแสดงออกทางสีหน้ากระมัง
มืออบอุ่นของพ่อถึงได้เอื้อมมาลูบหัวเธอเบาๆ
“ไม่ว่าใครหรือเหตุการณ์ไหนที่เข้ามาจะดีหรือไม่ดีเราเปลี่ยนมันไม่ได้หรอกลูก...
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเปลี่ยนได้...คือใจของเราเอง ใจเราเลือกได้ว่าจะสุขหรือทุกข์กับสิ่งที่เข้ามานะ....”
“หนูรู้ค่ะ..หนูแค่คิดว่า หนูคงจะเห็นเขาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีได้...เท่านั้นเอง”
อาคีราคลี่ยิ้มน้อยๆขณะลุกจากโซฟา ในอกโล่งไปกว่าครึ่งเมื่อได้คุยกับพ่อ
รู้ว่าอีกไม่นานคงจะต้องเตรียมทำอาหารเย็น เด็กสาวจึงพาร่างของตัวเองมุ่งเข้าห้องครัว
เช็คของที่มีอยู่ในตู้เย็น ด้วยใจเห็นแก่เด็กหนุ่มฝรั่งที่เธอคาดว่าคงจะทานเผ็ดไม่ได้แน่ๆจึงตัดสินใจทำเมนู
“กระเพรากุ้งเผ็ดน้อย” เป็นกับข้าวเย็นนี้
พอหยิบข้าวของและวัตถุดิบที่จะใช้ทำอาหารมาเตรียมได้ครู่หนึ่ง
คุณแม่กับน้องสาวก็กลับมาพอดี ได้ยินเสียงแว่วๆว่า
“เด็กอะไรไม่รู้น่ารักมากเลยพ่อ พอแม่ชวนมาทานข้าวเย็นนะ ไหว้ขอบคุณซ้วยสวย
กิริยามารยาทไม่เหมือนเด็กฝรั่งเล้ย”
ฟังจากที่พ่อและแม่เล่าเธอเก็บข้อมูลได้สองอย่าง หนึ่งคือเป็นเด็กหนุ่มฝรั่งที่พูดไทยชัด
สองมีมารยาทดี สรุปแล้วก็คงจะ “เป็นคนใช้ได้” อย่างที่พ่อว่าจริงๆล่ะมั้ง
สิ้นเสียงหวานนุ่มแสนใจดีของคุณแม่ เสียงวิ่ง แต่กๆๆๆ ก็ขึ้นมาแทนที่
แถมดูเหมือนว่าจะดิ่งมาที่ห้องครัวที่เธออยู่เสียด้วย
“ยัยสาพี่บอกว่าอย่าวิ่งแบบนั้น เดี๋ยวล้ม”
กล่าวด้วยความเป็นห่วงน้องสาววัยสิบขวบแม้ว่ามือจะปอกเปลือกกุ้งอยู่เลยไม่ได้หันไปมองก็ตาม
เด็กหญิงตัวเล็กๆชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อก้าวเข้ามาในครัว
“โห ไม่ได้หันมามองยังรู้อีก อุตส่าห์วิ่งเบาๆแล้วนะ”
“อื้อหือ ขนาดเบาแล้วนะเนี่ย พี่ได้ยินเสียงแต่กๆมาตลอดทาง”
“ก็รีบมาบอกไง ว่าพี่ฝรั่งเขาจะมาตอนหกโมงเย็น”
อาคีราพยักหน้ารับ เมื่อคุณแม่เข้ามาสมทบดูเหมือนว่าการปรุงอาหารทุกอย่างจะดูง่ายดายไปหมด
อาคีราหย่อนสาหร่ายกับเต้าหู้ลงหม้อแกงจืด ปิดท้ายด้วยการตัก “กะเพรากุ้งเผ็ดน้อย” ใส่จานเตรียมไว้
หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาอีกไม่กี่นาทีใกล้จะหกโมง เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น
น้องสาวจอมแก่นวิ่งปร๋อไปเปิดประตูใหญ่ที่หน้าบ้าน
ตามไปด้วยคุณแม่ที่เร่งรีบถอดผ้ากันเปื้อนออกแขวนไว้ในครัว
อาคีราไม่ตามออกไปเพราะยังจัดสำรับและเตรียมจานบนโต๊ะไม่เรียบร้อยดีนัก
เสียงประตูหน้าบ้านปิดลง เธอเห็นเงาวอบแวบของแม่ น้องสาวและเงาสูงโปร่งที่ไม่คุ้นเคยจากหางตา
ทั้งสามหยุดที่ห้องรับแขก จากที่ได้ยินเหมือนกำลังแนะนำตัวกันอยู่
เสียงทุ้มนุ่มของเด็กหนุ่มออกเสียงภาษาไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ขอบคุณ คุณนนท์ คุณแก้ว น้องสามากนะครับที่ชวนมาทานข้าวเย็น”
“ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกอาเฉยๆก็ได้” คุณนนท์พ่อของอาคีราเอ่ยขึ้น
“ครับ อานนท์ อาแก้ว”
“ทำตัวตามสบายเถอะจ้ะ คนบ้านใกล้เรือนเคียง รู้จักกันไว้เนอะ” คุณแม่ของอาคีราเอ่ยแบบคนอารมณ์ดี
“ส่วนคนที่อยู่ในครัวนั่น พี่อาคีรา เรียกพี่คีย์ เอ้ย!! ถ้าเป็นพี่มิคาเอลเรียก คีย์ เฉยๆก็ได้มั้ง”
เจ้าน้องสาวตัวเล็กทำหน้าที่โฆษกประจำบ้านซะอย่างดิบดี
ขณะพาเด็กหนุ่มแปลกหน้าเดินมาทางโต๊ะอาหาร
เด็กสาวผมยาวที่หันหลังเก็บผ้ากันเปื้อนขึ้นชั้น หันกลับมาตั้งใจว่าจะทักทาย แขกผู้มาเยือน
“สวัสดีครับผมชื่อ มิคาเอล ที่เพิ่งย้ายมาอยู่บ้านข้างๆครับ”
พอหันกลับมา เด็กสาวก็ต้องตาเบิกโพลง หน้าตารูปร่างอย่างนั้น กับน้ำเสียงทุ้มนุ่มแบบนั้น!!
“นะ นาย!!!!” ลั่นวาจาอย่างดังด้วยความตกใจจนน้องสาวหันมามองอย่างงุนงง
พอเห็นสีหน้างุนงงของมาริสา จึงรู้ตัวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองไม่มีใครล่วงรู้ด้วย
อาคีราจึงรีบเก็บอาการตกอกตกใจเสีย พร้อมเอ่ยทักทายตามปรกติ
“อ่ะ เอ่อ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
ทุกคนเริ่มทยอยกันเข้ามานั่งประจำที่ ตักข้าวใส่จาน เตรียมทานอาหารตรงหน้า
แต่อาคีราได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง ใจร้อนรนเต็มไปด้วยคำถาม
รู้สึกถึงกระแสสายตาจากนัยน์ตาสีฟ้าแวววาวส่งมาที่เธอเป็นระยะๆ
ถ้าเธอเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟังตอนนี้จะมีใครเชื่อมั้ย เด็กผู้ชายคนนี้จะเป็นอันตรายหรือเปล่า
เธอจับช้อนส้อมแน่น คิ้วขมวดกันยุ่ง
“...เอ่อ....หนูเคยเจอมิคาเอลมาก่อนแล้วค่ะ”
ประโยคนั้นทำให้ทุกคนหันมาสนใจ รวมทั้งเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าแวววาวคนนั้น
จากที่มองเฉยๆกลายเป็นจ้องเธอเขม็ง อาคีราเงยหน้าแต่เส มองไปที่อื่นเพื่อจะได้ไม่สบตาของเขา
“วันนั้นหนูเรียนอยู่ชั้นห้าแล้วก็เห็นมิคาเอล...เขา..ลอย...”
“ผมผ่านแถวโรงเรียนเซนต์ กลอเรียบ่อย คีย์เรียนที่นั่นใช่มั้ยครับ”
ประโยคที่ว่า “ลอยอยู่กลางอากาศ” ถูกกลืนหายไปกับเสียงของเด็กหนุ่มปริศนา
เธอตัดสินใจมองหน้าเขา พอเห็นสีหน้าและแววตายิ่งมั่นใจ
เขานี่แหละคือคนเดียวกับที่ลอยอยู่กลางอากาศและช่วยเธอไว้จากอุบัติเหตุ
เผลอๆจะเป็นคนเดียวกับที่เรียกทานข้าวเมื่อเช้าด้วยซ้ำ!!
แต่อาคีราไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงและทำไปเพื่ออะไร
อยู่ๆก็โผล่เข้ามาในชีวิตของเธอทำเรื่องที่มนุษย์ปรกติทำไม่ได้ สร้างความตื่นตกใจให้
แต่หมอนี่กลับไม่ต้องการให้ใครนอกจากเธอเท่านั้นที่รู้
“ใช่จ้า คีย์เขาเรียนที่นั่นแหละ ปีนี้ก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วล่ะ”
เมื่อเห็นลูกสาวเอาแต่นิ่งเงียบคุณแก้วจึงตอบคำถามนั้นแทน
“ว่าแต่พี่มิคาเอลอายุเท่าไหร่แล้วอ่ะคะ” น้องเล็กสุดของบ้านเอ่ยถามทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ
“สิบเก้าจ้ะ” เอ่ยพลางยิ้มเอ็นดู
“เพิ่งสิบเก้าแล้วทำไมมาอยู่คนเดียวล่ะ พ่อกะแม่ของพี่ไปไหนอ่ะ”
ด้วยความเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นจึงถามตรงๆและส่วนใหญ่มักไม่ถูกถือสา
แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ดูละลาบละล้วงไปสักหน่อยก็เถอะ
ส่วนอาคีรานึกขอบคุณน้องสาวเพราะเธอเองก็เก็บความสงสัยเอาไว้อยู่นานแล้ว
“พ่อกับแม่พี่อยู่ต่างประเทศจ้ะ ส่วนพี่มาทำงานที่เมืองไทยน่ะ”
“ทำงาน? มิคาเอลเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเหรอจ๊ะ” ฝ่ายคุณแม่ถามบ้าง
“ครับ ตอนไฮสคูลผมพาสชั้นเอาน่ะครับ เลยจบเร็ว”
“แม่จำที่พ่อเล่าเรื่องโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กที่เปิดใหม่อยู่ตรงข้ามคลินิกพ่อได้มั้ยล่ะ”
“อ้อ จำได้ๆ ทำไมล่ะ”
“ก็มิคาเอลนี่แหละ เขาเป็นทั้งเจ้าของทั้งครูสอนอยู่ที่นั่น”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมหุ้นกับเพื่อนอีกคนที่เป็นจบด้านนี้เหมือนกันต่างหากครับ
แถมผมมาสอนแค่เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์ต้องประจำที่โรงพยาบาล”
“อ้าว ทำไมประจำอยู่โรงพยาบาลล่ะ”
“ผมจบด้าน Art Therapy เออ...ศิลปะบำบัดน่ะครับ ส่วนใหญ่จะทำงานกับเด็กไม่ก็ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตใจ”
“โห ดูดีจังเลยอ่ะ...พ่อคะ วันหลังหนูขอไปเรียนวาดรูปกะพี่มิกกี้ได้มั้ยอ่ะ”
เจ้าเด็กช่างพูดคุยเอ่ยขออนุญาตคุณพ่อไม่พอ
ยังแอบเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกพี่มิคาเอลกลายเป็น “พี่มิกกี้”อีกต่างหาก
“เอาสิตามใจหนู วาดสวยแล้ววาดภาพเหมือนพ่อสักภาพนะ..ฮ่าๆๆ”
เด็กหญิงทำแก้มป่อง รู้ว่าถูกแซว
เพราะความจริงแม้แต่ภาพดอกไม้สักดอกเจ้าตัวเล็กยังวาดกลายเป็นกระบองเพชรไปได้เลย
“ถ้าเป็นน้องสาผมให้เรียนฟรีเลยก็ได้ครับ”
“พูดจริงทำจริงนะพี่มิกกี้” เด็กหญิงตัวเล็กพูดด้วยความดีใจก่อนจะตักข้าวเข้าปากต่ออย่างอารมณ์ดี
“ว่าแต่เป็นฝรั่ง แล้วทำไม..พูดไทยคล่องจังคะ”
อาคีราได้ทีจึงลองถามบ้าง แต่เสียงที่ออกไปรู้เลยว่าเธอตั้งแง่จับผิดเขา
แต่ใบหน้าขาวนวลนั้นคลี่ยิ้มกว้างบอกชัดว่าดีใจที่เธอเอ่ยอะไรกับเขาได้สักที
แม้มันดูเหมือนกึ่งซักประวัติส่วนตัวก็เถอะ
“พ่อแม่บุญธรรมผมเป็นคนไทยครับ ผมเลยได้อยู่เมืองไทยจนถึงสิบเอ็ดขวบก่อนจะย้ายไปที่นิวซีแลนด์”
“แล้วพ่อแม่แท้ๆไปไหนล่ะคะ” คำถามนั้นน้ำเสียงของเด็กสาวอ่อนโยนลง
“ไม่ทราบสิครับ ตั้งแต่จำความได้ผมก็อยู่ที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว...”
“โธ่ เรื่องแบบนี้..ไม่น่าเลย” คุณแก้วที่ปรกติอ่อนไหวง่ายอุทาน
แม้แต่อาคีราเองก็นึกสงสารเขาขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นทุกคนเงียบและมีใบหน้าสลดหดหู่ใจ
เด็กหนุ่มผมสีวอลนัทจึงเอ่ยอย่างแจ่มใสแทนเพื่อไล่ความหมองหม่นของทุกคน
“แต่สุดท้ายผมก็โชคดีที่พ่อแม่บุญธรรมท่านเลี้ยงดูผมอย่างดีและรักผมมากเหมือนลูกแท้ๆ..
แค่นี้ผมมีก็ความสุขพอแล้วครับ”
ค่ำนั้น “มิคาเอล” กลายเป็นประเด็นใหญ่ในหัวข้อสนทนาไป
ทุกเสียงดูท่าว่าจะชื่นชมมากกว่าอย่างอื่น อาคีรานั่งฟังเงียบแม้จะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนอันตรายแล้วก็ตาม
แต่เธอกลับสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงได้ดูสนิทสนมกับคนที่เพิ่งพบกันเร็วนัก
เธอยังรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล เขายังดูมีปริศนาเยอะเกินไป
แถมเด็กสาวสัมผัสถึงบรรยากาศที่ล้อมรอบตัวของมิคาเอลว่ามีพลังดึงดูดที่ทำให้คนอื่นคล้อยตามได้โดยไม่รู้ตัว
ทุกคนในบ้านจึงรู้สึกว่าเขาเป็นมิตรและน่าไว้วางใจ
เขาเองก็ดูทำตัวสบายๆราวกับเคยรู้จักกับทุกคนมาก่อนแล้ว
ยกเว้นเวลาที่มองมาที่เธอดวงตาสีฟ้าลึกล้ำบ่งบอกชัดเจน
เขาสนใจในตัวเธอ!!
ความรู้สึกที่ส่งออกมาเหมือนอยากจะดึงเธอเข้าไปหา ไปอยู่ใกล้ๆเขา
อาคีราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอจึงรู้สึกเช่นนี้
และมันทำให้ใบหน้าเธอร้อนวูบขึ้นมาหน่อยนึงก่อนที่เธอจะวางความรู้สึก “ขัดเขิน” นั้นลงอย่างรวดเร็ว
มื้อค่ำดำเนินไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของอาคีรา แต่สุดท้ายก็จบลง
เด็กสาวรู้สึกค่อยหายใจหายคอสะดวกขึ้นหน่อยเมื่อเด็กหนุ่มกลับบ้านไปแล้ว แต่ก็โล่งใจได้ไม่นาน...
“คีย์ แม่วานเอาคุกกี้ที่อยู่ในตู้ไปให้มิกกี้เขาที..เมื่อกี้ว่าจะให้ก็ลืมสนิท”
คุณแม่เอ่ยถึงคุกกี้ที่อบเองเมื่อวาน ขณะที่มือเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ
อาคีราที่กำลังจะเปิดน้ำล้างจานชะงักมือทันควัน อยากจะอิดออดด้วยการบอกว่า ขออยู่ล้างจาน
ทว่าคุณแม่กลับเอ่ยขึ้นดักคอไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวแม่กับน้องช่วยกันเก็บล้างเอง หนูเดินเอาของไปให้มิกกี้เขาเถอะ ”
หมดทางเลี่ยงก็ต้องไปแต่โดยดี นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองกล่องคุกกี้เจ้าปัญหาในมือ
ความยุ่งยากใจก่อตัวขึ้นอย่างมากมาย.... “ไปก็ไป เป็นไงเป็นกัน...”
อาคีราพูดปลอบใจตนเอง หวังลึกๆว่าจะไม่มีอะไร ประหลาดๆ เกิดขึ้นอีก
เพราะครั้งนี้เธอต้องไปหาเด็กหนุ่มปริศนา ต้นเหตุของความกังวลใจทั้งหมดถึงที่บ้านของเขาเอง......
TBC