ตอนที่

เพื่อนบ้านคนใหม่

 

“กลับมาแล้วค่า”

ร่างบอบบางเดินหอบหิ้วถุงจากซูเปอร์มาเก็ตเข้ามาในบ้านพร้อมส่งเสียงหวานบอกมารดาและน้องสาว

เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งนำหน้ามาก่อนใคร

 “พี่คีย์มาแล้ว ซื้อขนมมาฝากหนูมั้ย”

“ แหม ถามหาขนมก่อนเลยนะจ๊า..นี่ไงล่ะ”  

ช็อกโกแลตแท่งเล็กยี่ห้อ Marsของโปรดถูกยื่นให้น้องสาวตัวดี

“อ๊าย แขนไปโดนอะไรมาน่ะพี่คีย์”

เด็กหญิงตัวเล็กท้วงติงขึ้นมาเมื่อเห็นรอยแผลถลอกเป็นทางยาวบนแขนของพี่สาวตน

“หกล้มนิดหน่อยน่ะจ้ะ อย่าห่วงเล้ย เดี๋ยวก็หาย”

“เอาถุงมาสิ หนูช่วยถือ” 

เอื้อมมือมาจับถุงหูหิ้วหมับ ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อย อาคีราจึงส่งถุงให้น้องสาวไปโดยดี

“เอาไปให้แม่ทีจ้ะ”

พยักหน้าหงึกแล้ววิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในครัว จนคนเป็นพี่ต้องรีบตะโกนไล่หลัง

“ขนมน่ะ ไว้กินหลังทานข้าวเสร็จแล้วนะ”

“ค่า~~~~”

ตอบค่า ค่า ทีไร ขนมหมดก่อนทุกทีสิน่า

เธออมยิ้มให้กับอาการช็อกโกแลตลิซึ่มและความแก่นแก้วของน้องสาว

 

สาวเท้าเข้าบ้านได้ ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นมา

‘หวังวันนี้คงไม่มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นอีกแล้วนะ’ เด็กสาวคิดปลอบใจตนเอง

ดวงตาสีฟ้า....สวย....เจ้าของเองก็ดูโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางผู้คน..แต่ทำไม..

ไม่มีใครเห็นเลย นอกจากเธอคนเดียว....

 

พอจะก้าวขาจะขึ้นไปอาบน้ำชั้นบน

แล้วว่าจะนั่งพักให้หายเหนื่อยก็ถูกมารดาที่ออกมาจากครัวขัดไว้เสียก่อน

 

“น้องบอกว่าหนูแขนถลอกน่ากลัว เป็นไรมากมั้ยลูก”

“หกล้มน่ะค่ะแม่..ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”  

ไม่กล้าบอกว่าตนเองเกือบโดนมอร์เตอร์ไซค์ชน

กลัวว่ามารดาจะยิ่งกังวลใจ แล้วก็ยิ่งบอกไม่ได้ใหญ่ว่าตนเองเจอเหตุการณ์แปลกๆ ตั้งแต่เมื่อวาน...

“หนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนแล้วกันนะคะ”

ว่าจบก็เผ่นแผล็วขึ้นชั้นบนก่อนจะถูกซักไซ้ไล่เรียงมากไปกว่าเดิม

 

“ไปทำอีท่าไหนถึงได้หกล้ม ลูกคนนี้..แล้วยังจะฝืนไปเดินซื้อของอีก..”

แอบได้ยินเสียงของแม่บ่นด้วยความเป็นห่วง

ระหว่างทางเดินเข้าห้องนอน กลิ่นหอมของดอกไม้โชยมาแตะจมูก

รู้สึกเอะใจจึงแหวกม่านมูลี่ที่หน้าต่างบานใหญ่ออกดู

สังเกตเห็นว่าป้ายประกาศขายที่แปะอยู่หน้าบ้านข้างๆถูกถอดออกไป

 

“มีคนมาอยู่ใหม่แล้วเหรอ...เอ๊ะ! ทำไม ต้นไม้กับตัวบ้านมัน...”

 

อาคีรามั่นใจ  วันก่อนต้นไม้ที่บ้านข้างๆไม่ได้เขียวครึ้มแบบวันนี้ ตัวบ้านเองก็ดูรกร้างวังเวงพิกล

แต่ทำไมแค่ไม่กี่วันถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ได้นะ

ต้นชงโคสูงใหญ่ ออกดอกสีชมพูอมม่วงบานเต็มต้น

ทั้งๆที่เมื่อวานยังไม่เห็นมีดอกตูมสักดอกเลยด้วยซ้ำ!!

พุ่มดอกโมกที่เมื่อก่อนไม่มี ถูกลงไว้เหยียดยาวไปตามรั้วบ้าน

ดอกเล็กๆสีขาวต่างบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเย็นไปทั่วบริเวณ

และกลิ่นดอกโมกนี้เองที่ดึงความสนใจของเธอไว้

 

“คงจ้างพวกบริษัทรับตกแต่งบ้าน ตกแต่งสวนมาทำให้ล่ะมั้ง”

เด็กสาวหาเหตุผลที่ “น่าจะใช่” มาจนได้

 

เธอปิดม่านลง มั่นใจอย่างหนึ่งคือ เจ้าของบ้านคนใหม่ฐานะคงมีอันจะกิน

ถึงได้จัดการย้ายข้าวของพร้อมทั้งตกแต่งบ้านที่รกร้างให้กลับมาสวยน่าอยู่ได้รวดเร็วขนาดนี้

“สมัยนี้อะไรๆก็หมุนไปด้วยเงินทั้งนั้น..เฮ้อ..”

ใบหน้าขาวนวลเผลอย่นคิ้วเบ้ปาก  เธอค่อนข้างรังเกียจ  “ลัทธิบูชาเงินเป็นพระเจ้า” มากโขอยู่

ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเงินตราช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่เราควรจะใช้มันให้เป็น

ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา แล้วสุดท้ายตกเป็นทาสมัน แก่งแย่งแสวงหาตั้งแต่เกิดจนตาย

จนลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆคืออะไร

แก่นแท้ของการมีชีวิตอยู่คืออะไร....

 

บางคนตายไปแล้วก็ยังไม่มีโอกาสได้รู้เลยด้วยซ้ำ

ขนาดเงินทองมีมากมาย ตายไปเงินปากผีไม่กี่บาทยังโดนสัปเหร่อแงะเอาไปเลย

 

ถอนใจอีกครั้ง ความคิดแบบปลงตก บางทีก็แว่บเข้ามา

“คิดแบบยายแก่อีกแล้วเรา” อาคีราเอ่ยพลางขำเบาๆ

หลายครั้งที่เธอรู้สึกแปลกแยกกับเพื่อนในวัยเดียวกันและมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้

ตอนประถมขณะที่เพื่อนๆทุกคนในห้องต่างเล่นและพูดคุยส่งเสียงกันดังสนั่นมีเพียงเธอคนเดียวที่นั่งเงียบ

เธอไม่ใช่เด็กเก็บตัวและก็มีเพื่อนหลายคน เธอคุยกับทุกคนได้หมด

เพียงแต่เมื่อทุกคนในห้องเข้าโหมด “ลิงทโมน” เธอกลับไม่นึกอยากจะทำตาม

กลับเป็นเพียงผู้ดู สังเกตการณ์ต่างๆในห้องแทน ปล่อยทุกอย่างรอบตัวให้ไหลผ่านไปด้วยใจที่วางเฉย

คิดแค่ว่า นั่งนิ่งๆแบบนี้สบายกว่า สงบกว่า แล้วก็ได้รู้ได้เห็นอะไรมากกว่า แล้วก็ไม่ต้องถูกครูดุด้วย

 

พอเข้ามาอยู่ในห้องของตัวเอง เด็กสาวก็หยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป

น้ำเย็นๆเป็นสายจากฝักบัวช่วยให้หัวโล่งขึ้น แต่แผลที่แขนพอโดนน้ำก็แสบยิบๆทำเอาสะดุ้ง

สักพักก็พาร่างที่เปียกโชกออกมาจากห้องน้ำ เช็ดหน้าเช็ดผมอยู่ดีๆ

พลันสายตากระทบกับนาฬิกาปลุกดิจิตอลที่หัวนอนโชว์เลข 3:33  

“บ่ายสาม สามสิบสามนาทีเหรอ เราอาบไปครึ่งชั่วโมงเชียว”

เด็กสาวเลือกเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวสีนวลที่ใส่สบายมากะว่าจะพรางรอยถลอกที่แขน

พยายามสวมอย่างระวังไม่ให้โดนแผลมากนัก

ครู่เดียวร่างที่จัดการเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางอยู่ๆก็ยืดขึ้นสุดตัวด้วยความรวดเร็วเหมือนนึกอะไรออก

“บ่ายสามมันก็ต้อง 15:33 สิ”

พอนึกได้ดังนั้นจึงรีบหันไปมองที่นาฬิกาเจ้าปัญหาที่ตั้งอยู่ที่เดิม

แล้วมันก็ยิ่งสร้างความฉงนให้กับเธอเมื่อหน้าปัดที่โชว์กลายเป็น 15:33  

มือขาวคว้านาฬิกามาเช็คสภาพเผื่อว่าถ่านจะใกล้หมดเลยเพี้ยนไปหรือไม่

“ก็เพิ่งเปลี่ยนถ่านไปเมื่อสองวันก่อนเอง”

‘แค่นาฬิการวนนิดหน่อยตกใจทำไมกันนะเรา’

แม้จะคิดปลอบตัวเองแบบนั้นที่ลึกๆก็ยังรู้สึกเอะใจอยู่ดี

เหมือนกับว่าอีกไม่นานชีวิตที่เคยปรกติของเธอจะเปลี่ยนไปราวกับถูกจับพลิกคว่ำ

เธอก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้นและมันก็ชักจะแรงขึ้นทุกที

 

เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านทำให้รู้ว่าพ่อของเธอกลับมาจากคลินิกแล้ว

 แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ที่น่าจะได้นอนตื่นสายอยู่พักผ่อนที่บ้านสบายๆ

พ่อของเธอกลับต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเปิดคลินิก ค่ายา ค่ารักษาพยาบาลต่างๆ

ก็คิดในราคาที่ต่ำกว่าคลินิกทั่วไป พ่อมักจะบอกว่า

 

“แม้จะเป็นคลินิกของตัวเองแต่เราก็ต้องทำงานรักษาให้เต็มที่

ผลตอบแทนมีค่าน้อยกว่าความสุขทางใจที่ได้ช่วยเหลือผู้คน อีกอย่างคนที่เขาป่วยไข้ก็จะได้อุ่นใจ”

 

เธอยิ้มแก้มปริ  ความภาคภูมิใจในตัวบิดาเต็มตื้นขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึงคำสอนเหล่านี้

และเธอเองก็น้อมรับสิ่งที่พ่อสอนมาไว้ในชีวิต

 

“อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่เงินเห็นแก่ผู้อื่นให้มาก ช่วยเหลือตามสติกำลัง แล้วจะเป็นสุขใจ”

 

บิดลูกบิดประตูเปิดออก ก่อนจะพาตัวเองลงไปยังชั้นล่างของตัวบ้านเผื่อว่า

จะได้พูดคุยไต่ถามเหตุการณ์ประจำวันกับพ่อ

แต่ระหว่างลงบันไดก็ได้ยินเสียงของพ่อและแม่คุยกันเสียก่อน

 

“บ้านข้างๆที่ว่างอยู่มีคนย้ายมาแล้วนะแม่ ”

“พ่อรู้ได้ไงน่ะ ขนาดแม่อยู่บ้านตลอดยังไม่รู้เลย”

“พอดีเคยเจอกันกับเจ้าของบ้านน่ะ.....เขาทำงานใกล้ๆคลินิกพ่อ..เป็นเด็กฝรั่งแต่พูดไทยชัดแจ๋ว”

 

อาคีราหยุดอยู่ที่บันไดขั้นสุดท้าย

ดวงตากลมโตมองไล่ตามน้องสาวจอมซนวิ่งเข้ามาสมทบฟังบิดามารดาที่ห้องนั่งเล่น

สงสัยต่อมความอยากรู้อยากเห็นจะทำงานตามเคย

เด็กสาวเห็นในมือเล็กๆถือช็อกโกแลตยี่ห้อโปรดไว้ซะด้วย

 

“โห เด็กฝรั่งด้วย เขามาอยู่กะใครอ่ะคะ” ได้ทีน้องสาวเล็กสุดของบ้านก็ถามบ้าง

“เห็นว่ามาอยู่คนเดียว..พ่อก็ยังไม่ได้คุยอะไรมาก..ว่าจะชวนเขามาทานข้าวที่บ้านอยู่เนี่ย”

“หูยยยย ถ้างั้นต้องรวยมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้แน่เลย”

“แหนะ ดูพูดเข้ายัยสา ถ้าเป็นงั้นจริงเขาน่าสงสารออก”  อาคีราที่เดินตามมาทีหลังปรามน้องทันควัน

“งั้นก็ดีเลยชวนเขามาทานข้าวเย็นบ้านเรา เป็นเพื่อนบ้านกันจะได้สนิทกันไว้เนอะ”

คราวนี้คุณแม่ใจดีที่หนึ่งในบ้านออกความเห็น

 

ในอกลึกๆที่ไหนสักแห่งกระตุกวูบ เด็กฝรั่ง....แถมมาอยู่ตัวคนเดียว

ผมสีเปลือกวอลนัทและนัยน์ตาสีฟ้าแวบเข้ามาในหัว....

 

“คงไม่ใช่หรอกน่ะ ผี หรือเอเลี่ยนที่ไหนจะมาซื้อบ้านอยู่กัน ”

‘หรือเป็นเทวดา’ เด็กสาวนึก

“ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ เทวดาต้องมีวิมานบนสวรรค์สิ..ชักจะเลอะเทอะแล้วเรา”

เธอพึมพำบอกตัวเองพลางส่ายหน้า แต่ก็อดขบคิดไม่ได้ 

เรื่องพวกนี้ทำไมอยู่ๆก็เกิดขึ้นแถมยังดูสอดคล้องกันไปหมด นับตั้งแต่วันที่เธอเจอเด็กผู้ชายที่ลอยได้คนนั้น

กับเสียงเรียกปริศนาเมื่อเช้าแถมเย็นนี้ก็มีคนย้ายมาอยู่บ้านข้างๆ

ทั้งที่ไม่มีใครอยู่มานานเป็นปีนับแต่เจ้าของคนก่อนประกาศขายอีก แถมท่าทางจะรู้จักพ่อของเธอซะด้วย

 

เมื่อทุกคนในบ้านเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะไปเชิญเพื่อนบ้านหน้าใหม่ให้มาร่วมมื้อเย็น

คุณแม่กับน้องสาวจึงพากันเดินต๊อกแต๊กไปบ้านข้างๆ

เรื่องถนัดของทั้งคู่เลยล่ะกับการผูกมิตรไมตรีกับคนไม่เคยรู้จัก  ส่วนคุณพ่อนั่งพักดูโทรทัศน์ที่โซฟา  

 ได้โอกาสเธอจึงเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ

“เหนื่อยมั้ยคะ พ่อ” 

“ก็ดีจ้ะ วันนี้คนน้อยหน่อยงานเลยไม่หนัก”

“แล้วเด็กฝรั่งคนนั้นเป็นยังไงบ้างคะ”

ผู้เป็นพ่อละสายตาจากจอโทรทัศน์หันมาหาลูกสาวด้วยสีหน้าแปลกใจ

 

“เอ วันนี้มาแปลก ปรกติหนูไม่เห็นถามถึงหนุ่มๆคนไหน

ขนาดเจ้าอาร์ทที่ฝึกงานกับพ่อประจำออกจะถามหาหนู บ่อย หนูก็ไม่เห็นจะสนใจเลย” 

 

คุณนนท์พ่อของอาคีราเอ่ยอย่างอารมณ์ดี แกมหยอกเย้าลูกสาว แต่พอเห็นสีหน้าออกจะกังวลของอาคีรา

น้ำเสียงที่ใช้จึงจริงจังขึ้น

“มีอะไรหรือเปล่าลูก หรือหนูสังหรณ์ใจอะไร”

“เอ่อ...ก็ไม่มีอะไรค่ะ แค่สะกิดใจนิดหน่อย”

นันย์ตาสีน้ำตาลเข้มหรุบลงต่ำ เธอยังคงเลี่ยงที่จะพูดเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้น

เพื่อนบ้านที่กำลังจะมาจะใช่คนเดียวกับเด็กหนุ่มที่ลอยได้และช่วยเธอไว้จากมอร์เตอร์ไซด์ชนหรือเปล่า....

“แต่เท่าที่พ่อรู้สึกอันดับแรกเลยคือรู้ว่า เด็กฝรั่งคนนี้ไม่เหมือนใคร...”

“ไม่เหมือนนี่...ดีมั้ยคะ”

“อันนี้หนูลองเจอเขาก่อนดีกว่า...แต่สำหรับพ่อ พ่อว่าเขาก็ใช้ได้ทีเดียว”

“...หนูเชื่อในความรู้สึกของพ่อค่ะ...งั้นคงไม่มีอะไรมั้งคะ..”

 

เป็นธรรมดาในทุกคนที่จะมี “จิตสัมผัส”เพียงแต่จะมากน้อยไม่เท่ากัน

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะรู้ว่าคนที่เราพบเป็นครั้งแรกคบได้หรือไม่ได้ เข้ากันได้หรือไม่ได้กับเรา

และเธอเชื่อใน “จิตสัมผัส”ของบิดาของเธอ

คนดีย่อมดึงดูดคนดีเข้ามาหา เราเป็นอย่างไรย่อมต้องดึงดูดคนประเภทเดียวกันเข้ามาอยู่แล้ว

เพราะธรรมชาติเป็นอย่างนั้น น้ำย่อมไหลรวมเข้ากับน้ำ น้ำมันย่อมไหลรวมเข้ากับน้ำมัน

น้ำกับน้ำมันไม่มีวันปนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

และเธอเชื่อว่าบิดาของเธอเป็นคนดี ก็ต้องพบเจอแต่คนดีๆ ยกเว้นเสียแต่ว่า......

วิบากกรรมจะจัดสรร เจ้ากรรมนายเวรมาให้ชดใช้ซึ่งกันและกัน

มันทำให้เธอกังวลเล็กน้อย...และความกังวลคงแสดงออกทางสีหน้ากระมัง

มืออบอุ่นของพ่อถึงได้เอื้อมมาลูบหัวเธอเบาๆ

 

“ไม่ว่าใครหรือเหตุการณ์ไหนที่เข้ามาจะดีหรือไม่ดีเราเปลี่ยนมันไม่ได้หรอกลูก...

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเปลี่ยนได้...คือใจของเราเอง ใจเราเลือกได้ว่าจะสุขหรือทุกข์กับสิ่งที่เข้ามานะ....”

 

“หนูรู้ค่ะ..หนูแค่คิดว่า หนูคงจะเห็นเขาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีได้...เท่านั้นเอง”

 

อาคีราคลี่ยิ้มน้อยๆขณะลุกจากโซฟา ในอกโล่งไปกว่าครึ่งเมื่อได้คุยกับพ่อ

รู้ว่าอีกไม่นานคงจะต้องเตรียมทำอาหารเย็น เด็กสาวจึงพาร่างของตัวเองมุ่งเข้าห้องครัว

เช็คของที่มีอยู่ในตู้เย็น ด้วยใจเห็นแก่เด็กหนุ่มฝรั่งที่เธอคาดว่าคงจะทานเผ็ดไม่ได้แน่ๆจึงตัดสินใจทำเมนู

“กระเพรากุ้งเผ็ดน้อย” เป็นกับข้าวเย็นนี้

พอหยิบข้าวของและวัตถุดิบที่จะใช้ทำอาหารมาเตรียมได้ครู่หนึ่ง

คุณแม่กับน้องสาวก็กลับมาพอดี ได้ยินเสียงแว่วๆว่า

 

“เด็กอะไรไม่รู้น่ารักมากเลยพ่อ พอแม่ชวนมาทานข้าวเย็นนะ ไหว้ขอบคุณซ้วยสวย

กิริยามารยาทไม่เหมือนเด็กฝรั่งเล้ย” 

 

ฟังจากที่พ่อและแม่เล่าเธอเก็บข้อมูลได้สองอย่าง หนึ่งคือเป็นเด็กหนุ่มฝรั่งที่พูดไทยชัด

สองมีมารยาทดี สรุปแล้วก็คงจะ “เป็นคนใช้ได้” อย่างที่พ่อว่าจริงๆล่ะมั้ง 

สิ้นเสียงหวานนุ่มแสนใจดีของคุณแม่ เสียงวิ่ง แต่กๆๆๆ ก็ขึ้นมาแทนที่

แถมดูเหมือนว่าจะดิ่งมาที่ห้องครัวที่เธออยู่เสียด้วย

 

“ยัยสาพี่บอกว่าอย่าวิ่งแบบนั้น เดี๋ยวล้ม”  

กล่าวด้วยความเป็นห่วงน้องสาววัยสิบขวบแม้ว่ามือจะปอกเปลือกกุ้งอยู่เลยไม่ได้หันไปมองก็ตาม 

เด็กหญิงตัวเล็กๆชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อก้าวเข้ามาในครัว

“โห ไม่ได้หันมามองยังรู้อีก อุตส่าห์วิ่งเบาๆแล้วนะ”

“อื้อหือ ขนาดเบาแล้วนะเนี่ย พี่ได้ยินเสียงแต่กๆมาตลอดทาง”

“ก็รีบมาบอกไง ว่าพี่ฝรั่งเขาจะมาตอนหกโมงเย็น”

อาคีราพยักหน้ารับ เมื่อคุณแม่เข้ามาสมทบดูเหมือนว่าการปรุงอาหารทุกอย่างจะดูง่ายดายไปหมด

อาคีราหย่อนสาหร่ายกับเต้าหู้ลงหม้อแกงจืด ปิดท้ายด้วยการตัก “กะเพรากุ้งเผ็ดน้อย” ใส่จานเตรียมไว้

 

หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาอีกไม่กี่นาทีใกล้จะหกโมง เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น

น้องสาวจอมแก่นวิ่งปร๋อไปเปิดประตูใหญ่ที่หน้าบ้าน

ตามไปด้วยคุณแม่ที่เร่งรีบถอดผ้ากันเปื้อนออกแขวนไว้ในครัว

อาคีราไม่ตามออกไปเพราะยังจัดสำรับและเตรียมจานบนโต๊ะไม่เรียบร้อยดีนัก

 

เสียงประตูหน้าบ้านปิดลง เธอเห็นเงาวอบแวบของแม่ น้องสาวและเงาสูงโปร่งที่ไม่คุ้นเคยจากหางตา

 ทั้งสามหยุดที่ห้องรับแขก จากที่ได้ยินเหมือนกำลังแนะนำตัวกันอยู่

เสียงทุ้มนุ่มของเด็กหนุ่มออกเสียงภาษาไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ

 

“ขอบคุณ คุณนนท์ คุณแก้ว น้องสามากนะครับที่ชวนมาทานข้าวเย็น”

“ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกอาเฉยๆก็ได้”   คุณนนท์พ่อของอาคีราเอ่ยขึ้น

“ครับ อานนท์ อาแก้ว”

“ทำตัวตามสบายเถอะจ้ะ คนบ้านใกล้เรือนเคียง รู้จักกันไว้เนอะ”  คุณแม่ของอาคีราเอ่ยแบบคนอารมณ์ดี

“ส่วนคนที่อยู่ในครัวนั่น พี่อาคีรา เรียกพี่คีย์ เอ้ย!! ถ้าเป็นพี่มิคาเอลเรียก คีย์ เฉยๆก็ได้มั้ง”  

 

เจ้าน้องสาวตัวเล็กทำหน้าที่โฆษกประจำบ้านซะอย่างดิบดี

ขณะพาเด็กหนุ่มแปลกหน้าเดินมาทางโต๊ะอาหาร

เด็กสาวผมยาวที่หันหลังเก็บผ้ากันเปื้อนขึ้นชั้น หันกลับมาตั้งใจว่าจะทักทาย แขกผู้มาเยือน

 

“สวัสดีครับผมชื่อ มิคาเอล ที่เพิ่งย้ายมาอยู่บ้านข้างๆครับ”

 

พอหันกลับมา เด็กสาวก็ต้องตาเบิกโพลง หน้าตารูปร่างอย่างนั้น กับน้ำเสียงทุ้มนุ่มแบบนั้น!!

 

“นะ นาย!!!!”   ลั่นวาจาอย่างดังด้วยความตกใจจนน้องสาวหันมามองอย่างงุนงง

 

พอเห็นสีหน้างุนงงของมาริสา จึงรู้ตัวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองไม่มีใครล่วงรู้ด้วย

อาคีราจึงรีบเก็บอาการตกอกตกใจเสีย พร้อมเอ่ยทักทายตามปรกติ

 

“อ่ะ เอ่อ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

 

ทุกคนเริ่มทยอยกันเข้ามานั่งประจำที่ ตักข้าวใส่จาน เตรียมทานอาหารตรงหน้า

แต่อาคีราได้แต่นั่งก้มหน้านิ่ง ใจร้อนรนเต็มไปด้วยคำถาม

รู้สึกถึงกระแสสายตาจากนัยน์ตาสีฟ้าแวววาวส่งมาที่เธอเป็นระยะๆ 

ถ้าเธอเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟังตอนนี้จะมีใครเชื่อมั้ย เด็กผู้ชายคนนี้จะเป็นอันตรายหรือเปล่า

เธอจับช้อนส้อมแน่น คิ้วขมวดกันยุ่ง

 

“...เอ่อ....หนูเคยเจอมิคาเอลมาก่อนแล้วค่ะ”

 

ประโยคนั้นทำให้ทุกคนหันมาสนใจ รวมทั้งเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าแวววาวคนนั้น

จากที่มองเฉยๆกลายเป็นจ้องเธอเขม็ง อาคีราเงยหน้าแต่เส มองไปที่อื่นเพื่อจะได้ไม่สบตาของเขา

“วันนั้นหนูเรียนอยู่ชั้นห้าแล้วก็เห็นมิคาเอล...เขา..ลอย...” 

“ผมผ่านแถวโรงเรียนเซนต์ กลอเรียบ่อย คีย์เรียนที่นั่นใช่มั้ยครับ”

ประโยคที่ว่า “ลอยอยู่กลางอากาศ” ถูกกลืนหายไปกับเสียงของเด็กหนุ่มปริศนา

เธอตัดสินใจมองหน้าเขา  พอเห็นสีหน้าและแววตายิ่งมั่นใจ

เขานี่แหละคือคนเดียวกับที่ลอยอยู่กลางอากาศและช่วยเธอไว้จากอุบัติเหตุ

เผลอๆจะเป็นคนเดียวกับที่เรียกทานข้าวเมื่อเช้าด้วยซ้ำ!!  

 

แต่อาคีราไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงและทำไปเพื่ออะไร

อยู่ๆก็โผล่เข้ามาในชีวิตของเธอทำเรื่องที่มนุษย์ปรกติทำไม่ได้ สร้างความตื่นตกใจให้

แต่หมอนี่กลับไม่ต้องการให้ใครนอกจากเธอเท่านั้นที่รู้

“ใช่จ้า คีย์เขาเรียนที่นั่นแหละ ปีนี้ก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วล่ะ”

เมื่อเห็นลูกสาวเอาแต่นิ่งเงียบคุณแก้วจึงตอบคำถามนั้นแทน

“ว่าแต่พี่มิคาเอลอายุเท่าไหร่แล้วอ่ะคะ” น้องเล็กสุดของบ้านเอ่ยถามทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ

“สิบเก้าจ้ะ” เอ่ยพลางยิ้มเอ็นดู

“เพิ่งสิบเก้าแล้วทำไมมาอยู่คนเดียวล่ะ พ่อกะแม่ของพี่ไปไหนอ่ะ”  

ด้วยความเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นจึงถามตรงๆและส่วนใหญ่มักไม่ถูกถือสา

แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ดูละลาบละล้วงไปสักหน่อยก็เถอะ

ส่วนอาคีรานึกขอบคุณน้องสาวเพราะเธอเองก็เก็บความสงสัยเอาไว้อยู่นานแล้ว

 

“พ่อกับแม่พี่อยู่ต่างประเทศจ้ะ ส่วนพี่มาทำงานที่เมืองไทยน่ะ”

“ทำงาน? มิคาเอลเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเหรอจ๊ะ” ฝ่ายคุณแม่ถามบ้าง

“ครับ ตอนไฮสคูลผมพาสชั้นเอาน่ะครับ เลยจบเร็ว”

 “แม่จำที่พ่อเล่าเรื่องโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กที่เปิดใหม่อยู่ตรงข้ามคลินิกพ่อได้มั้ยล่ะ”

“อ้อ จำได้ๆ ทำไมล่ะ”

“ก็มิคาเอลนี่แหละ เขาเป็นทั้งเจ้าของทั้งครูสอนอยู่ที่นั่น”

 

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมหุ้นกับเพื่อนอีกคนที่เป็นจบด้านนี้เหมือนกันต่างหากครับ

แถมผมมาสอนแค่เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์ต้องประจำที่โรงพยาบาล”

 

“อ้าว ทำไมประจำอยู่โรงพยาบาลล่ะ”

“ผมจบด้าน Art Therapy เออ...ศิลปะบำบัดน่ะครับ ส่วนใหญ่จะทำงานกับเด็กไม่ก็ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตใจ”

“โห ดูดีจังเลยอ่ะ...พ่อคะ วันหลังหนูขอไปเรียนวาดรูปกะพี่มิกกี้ได้มั้ยอ่ะ”

เจ้าเด็กช่างพูดคุยเอ่ยขออนุญาตคุณพ่อไม่พอ

ยังแอบเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกพี่มิคาเอลกลายเป็น “พี่มิกกี้”อีกต่างหาก

“เอาสิตามใจหนู วาดสวยแล้ววาดภาพเหมือนพ่อสักภาพนะ..ฮ่าๆๆ”

เด็กหญิงทำแก้มป่อง รู้ว่าถูกแซว

เพราะความจริงแม้แต่ภาพดอกไม้สักดอกเจ้าตัวเล็กยังวาดกลายเป็นกระบองเพชรไปได้เลย

“ถ้าเป็นน้องสาผมให้เรียนฟรีเลยก็ได้ครับ”

“พูดจริงทำจริงนะพี่มิกกี้” เด็กหญิงตัวเล็กพูดด้วยความดีใจก่อนจะตักข้าวเข้าปากต่ออย่างอารมณ์ดี

“ว่าแต่เป็นฝรั่ง แล้วทำไม..พูดไทยคล่องจังคะ”  

อาคีราได้ทีจึงลองถามบ้าง แต่เสียงที่ออกไปรู้เลยว่าเธอตั้งแง่จับผิดเขา 

แต่ใบหน้าขาวนวลนั้นคลี่ยิ้มกว้างบอกชัดว่าดีใจที่เธอเอ่ยอะไรกับเขาได้สักที

แม้มันดูเหมือนกึ่งซักประวัติส่วนตัวก็เถอะ

 

“พ่อแม่บุญธรรมผมเป็นคนไทยครับ ผมเลยได้อยู่เมืองไทยจนถึงสิบเอ็ดขวบก่อนจะย้ายไปที่นิวซีแลนด์”

“แล้วพ่อแม่แท้ๆไปไหนล่ะคะ”  คำถามนั้นน้ำเสียงของเด็กสาวอ่อนโยนลง

“ไม่ทราบสิครับ ตั้งแต่จำความได้ผมก็อยู่ที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว...”

“โธ่ เรื่องแบบนี้..ไม่น่าเลย” คุณแก้วที่ปรกติอ่อนไหวง่ายอุทาน

แม้แต่อาคีราเองก็นึกสงสารเขาขึ้นมาทันที

เมื่อเห็นทุกคนเงียบและมีใบหน้าสลดหดหู่ใจ

เด็กหนุ่มผมสีวอลนัทจึงเอ่ยอย่างแจ่มใสแทนเพื่อไล่ความหมองหม่นของทุกคน

 

“แต่สุดท้ายผมก็โชคดีที่พ่อแม่บุญธรรมท่านเลี้ยงดูผมอย่างดีและรักผมมากเหมือนลูกแท้ๆ..

แค่นี้ผมมีก็ความสุขพอแล้วครับ”

 

ค่ำนั้น “มิคาเอล” กลายเป็นประเด็นใหญ่ในหัวข้อสนทนาไป

ทุกเสียงดูท่าว่าจะชื่นชมมากกว่าอย่างอื่น อาคีรานั่งฟังเงียบแม้จะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนอันตรายแล้วก็ตาม

แต่เธอกลับสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงได้ดูสนิทสนมกับคนที่เพิ่งพบกันเร็วนัก

เธอยังรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล เขายังดูมีปริศนาเยอะเกินไป  

แถมเด็กสาวสัมผัสถึงบรรยากาศที่ล้อมรอบตัวของมิคาเอลว่ามีพลังดึงดูดที่ทำให้คนอื่นคล้อยตามได้โดยไม่รู้ตัว

ทุกคนในบ้านจึงรู้สึกว่าเขาเป็นมิตรและน่าไว้วางใจ

เขาเองก็ดูทำตัวสบายๆราวกับเคยรู้จักกับทุกคนมาก่อนแล้ว

ยกเว้นเวลาที่มองมาที่เธอดวงตาสีฟ้าลึกล้ำบ่งบอกชัดเจน    

เขาสนใจในตัวเธอ!!

 ความรู้สึกที่ส่งออกมาเหมือนอยากจะดึงเธอเข้าไปหา ไปอยู่ใกล้ๆเขา

อาคีราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอจึงรู้สึกเช่นนี้

และมันทำให้ใบหน้าเธอร้อนวูบขึ้นมาหน่อยนึงก่อนที่เธอจะวางความรู้สึก “ขัดเขิน” นั้นลงอย่างรวดเร็ว

 

มื้อค่ำดำเนินไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของอาคีรา แต่สุดท้ายก็จบลง

เด็กสาวรู้สึกค่อยหายใจหายคอสะดวกขึ้นหน่อยเมื่อเด็กหนุ่มกลับบ้านไปแล้ว แต่ก็โล่งใจได้ไม่นาน...

“คีย์ แม่วานเอาคุกกี้ที่อยู่ในตู้ไปให้มิกกี้เขาที..เมื่อกี้ว่าจะให้ก็ลืมสนิท” 

คุณแม่เอ่ยถึงคุกกี้ที่อบเองเมื่อวาน ขณะที่มือเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ

อาคีราที่กำลังจะเปิดน้ำล้างจานชะงักมือทันควัน อยากจะอิดออดด้วยการบอกว่า ขออยู่ล้างจาน

ทว่าคุณแม่กลับเอ่ยขึ้นดักคอไว้ซะก่อน

“เดี๋ยวแม่กับน้องช่วยกันเก็บล้างเอง หนูเดินเอาของไปให้มิกกี้เขาเถอะ ”

 

หมดทางเลี่ยงก็ต้องไปแต่โดยดี นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองกล่องคุกกี้เจ้าปัญหาในมือ

ความยุ่งยากใจก่อตัวขึ้นอย่างมากมาย....   “ไปก็ไป เป็นไงเป็นกัน...”

อาคีราพูดปลอบใจตนเอง หวังลึกๆว่าจะไม่มีอะไร ประหลาดๆ เกิดขึ้นอีก

เพราะครั้งนี้เธอต้องไปหาเด็กหนุ่มปริศนา ต้นเหตุของความกังวลใจทั้งหมดถึงที่บ้านของเขาเอง......

 

TBC

 

 

ตอนที่ 2

อุบัติเหตุ

 

น้ำท่วมในจีน ผู้คนบาดเจ็บนับร้อย

พายุลูกไฟในชิลี เหตุเกิดจากอากาศที่แห้งแล้ง

พายุทอร์นาโดถล่มสหรัฐฯบ้านเรือนเสียหายยับเยิน

 

ดูเหมือนแทบจะเป็นเรื่องปรกติไปแล้วที่เปิดทีวีเมื่อไหร่จะต้องมีข่าวภัยพิบัติทั้งที่ยังเช้าตรู่เช่นนี้แท้ๆ

เสียงสรุปข่าวก่อนเข้าเนื้อหาจริงทำเอาคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกับข้าวหันไปมอง

 

“เอาแกงจืดเต้าหู้อีกซักถ้วยมั้ยลูก”

 

เสียงอ่อนโยนดังขึ้นหลังเคาท์เตอร์ที่กั้นขึ้นเป็นส่วนทำครัว เด็กสาวจึงละสายตาจากโทรทัศน์

หันกลับมามองมารดาของตนที่ง่วนอยู่หน้าเตา

 

“ไม่เป็นไรค่ะแม่  แม่แหละมานั่งกินด้วยกันได้แล้วน่า” เสียงของเด็กสาวกึ่งอ้อน

 

“จ้าๆ อีกแป๊บเดียว  อ่ะ ได้ละ”

 

ผัดผักกาดใส่กุ้งถูกวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมน่าทาน ทำให้ต้องแอบตักเข้าปากก่อนใครๆจะมา

กับข้าวง่ายๆแต่กินได้ไม่เคยจะเบื่อของเธอล่ะ

 

“แล้วยัย คี ยังไม่ลงมาอีกเหรอ แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วเนี่ย ปรกติมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อก่อนใครเขา”

“อ๋อ พี่คีเขาบ่นปวดหัวน่ะแม่ เลยยังนอนอยู่เลย” 

“อ้าว เมื่อวานเห็นยังดีๆแล้วเป็นไรมากมั้ยล่ะนั่น  กินหยูกกินยารึยัง”

 

“กินแล้วน่ะสิเลยยังนอนอยู่ กินยาแก้ปวดทีไร เป็นงี้ทุกที

ตกลงไม่รู้ป่วยเพราะอากาศเปลี่ยนหรือป่วยเพราะผลข้างเคียงยา”   

มาริสา น้องสาวของอาคีราบ่นกระปอดประแปดด้วยความเป็นห่วง

 

“แถมเมื่อคืนก็มานอนเบียดกะหนูอีก หนูเลยต้องย้ายไปนอนที่โซฟาแทน”

 

“งั้นเดี๋ยวแม่ต้มข้าวต้มเพิ่มดีกว่า ถ้าพี่เขาลุกไหวจะได้ลงมาทาน”

“ไม่เป็นไรหรอกแม่ เดี๋ยวหนูยกไปให้พี่เขาเองก็ได้”

แต่ยังไม่ทันได้ต้มข้าวเสียงฝีเท้าตึกๆเป็นจังหวะก็ดังมาจากทางบันไดขึ้นชั้นบน

“หอมจังค่า” 

เสียงใสนั้นดังมาก่อนตัว ครู่เดียวร่างของเด็กสาวที่ยังอยู่ในชุดนอนก็ลงมานั่งกับเก้าอี้อย่างเรียบร้อย

 

“ไม่เป็นไรแล้วเหรอพี่คี”

“ดีขึ้นแล้วจ้า ตั้งแต่ได้กลิ่นหอมๆนี่แหละ”

“แล้วล้างหน้าล้างตาหรือยัง ไม่ใช่ว่าลืมตาเสร็จก็ลงมากินเลยล่ะ”  ผู้เป็นมารดาถามกึ่งหยอกเย้า

“อู๊ย หน้ามีแค่นี้ล้างแป๊บเดียวก็สะอาดแล้วค่ะแม่”

“แสดงว่าพี่คีไม่แปรงฟันล่ะสิ”

“แปรงแล้วย่ะ ยัยมาริสา เธอแหละไปเคาะประตูห้องน้ำเรียกให้พี่มาทานข้าวเองนี่”

น้องสาวที่ห่างกันถึงแปดปีจ้องหน้าอย่างงุนงง จนอาคีราจับได้ถึงความผิดปรกติบางอย่าง

“หนูไม่ได้ไปเคาะนะพี่คี ”

“อ้าว จริงอ่ะ ล้อเล่นป่ะเนี่ย” 

พูดพลางหรี่ตามองน้องอย่างจับผิด ไม่อยากยอมรับว่าตนเองหูฝาด

เพราะมั่นใจว่ามีคนไปเคาะเรียกจริงๆ แถมเรียกชื่อเธออีก

เอ๊ะ...หรืออาจจะไม่ใช่คน แย่ล่ะสิ...ถ้าเป็นอย่างหลัง จะทำยังไง

“น้องนั่งอยู่นี่ตั้งแต่เช้าแล้วลูก”

ประโยคของแม่ยิ่งทำให้น่าเชื่อเข้าไปอีก เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิด จนน้องสาวอดไม่ได้ที่จะถามต่อ

“มีอะไรผิดปรกติเหรอพี่คี”

“อ่า..สงสัยพี่คงหูฝาดไปเองแหละ”

อาคีราตัดบท ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องแปลกๆที่เธอเจอให้น้องฟังเท่าใดนัก

ก็รายนี้กลัวเรื่องลึกลับยังกับอะไรดี ทั้งๆที่พอเจอเข้าจริงดันทะเล่อทะล่าไปสนทนาด้วยซะอย่างนั้น

 

อาคีรานึกถึงสมัยที่คุณยายเสียไปแล้วได้เกือบปี

ทว่าเจ้าน้องสาวแสนซนป่าวประกาศว่าคุณยายยังอยู่แถมมาคุยด้วยอีก

 

“คุณยายก็อยู่ในห้องพระไงแม่ คุณยายบอกห่วงแม่ ที่เอาแต่แอบร้องไห้เรียกหาคุณยายทุกคืน..

จะขึ้นข้างบนก็เลยยังขึ้นไม่ได้ ทั้งที่วิมานก็มีรออยู่แล้ว แถมข้างบนสบายจะตาย

ไม่มีอะไรน่าเศร้า ไม่รู้ร้องไห้ทำไมนักหนา นังหนูแก้วตา ”

 

 พอได้ยินสิ่งที่น้องพรั่งพรูออกมาแม่ถึงกับปล่อยโฮหนักกว่าเดิม เพราะสรรพนาม “นังหนูแก้วตา”

ยายชอบเรียกแม่ตอนเด็กๆและเป็นสรรพนามที่รู้กันแค่สองคนเท่านั้นเอง  

อาคีราเองก็จำได้ว่ายายมักตื่นแต่เช้ามาตักบาตรทุกวันไม่เคยขาด

พอหัวค่ำเข้าห้องพระสวดมนต์เป็นนานสองนาน

และเธอกับน้องก็ชอบเข้าไปนั่งหน้าสลอนสวดแจ้วๆเป็นนกแก้วนกขุนทอง

พอเห็นยายนั่งหลับตานิ่งๆก็เอาบ้าง สุดท้ายหลับคาห้องพระเป็นประจำจนคุณยายบ่น

“ให้นั่งสมาธิดันหนีไปเฝ้าพระอินทร์เรื่อย”

พอคุณยายเสียพวกเธอกับน้องเริ่มโตเข้าโรงเรียนก็ไม่ค่อยมีใครเข้าไปสวดมนต์ในห้องพระอีก

ยกเว้นพ่อที่สืบสานปณิธานของคุณยายเรื่อยมา

ส่วนแม่ที่ไม่เข้าไปคงเพราะคิดถึงคุณยายมากนั่นเอง

 

“พอเข้าห้องพระทีไร น้ำตาไหลทุกทีเชียว” แม่เอ่ยพลางปาดน้ำตาหลังจากคุณยายจากไปเพียงไม่กี่วัน

 แต่พอเกิดเหตุที่ยัยมาริสาคุยกับคุณยายได้ หลังจากวันนั้นแม่ก็เริ่มสวดมนต์ นั่งสมาธิทุกวัน

อาคีราคิดว่า กุศลที่ได้ แม่คงจะให้ยาย กับปูทางสวรรค์ไว้ให้ตัวเอง

เธอจึงเชื่อเรื่องพวกนี้ฝังจิตฝังใจและประจักษ์กับตนเองว่าโลกหลังความตายมีอยู่จริง

“ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่มีใครเห็นตัวเราเองนี่แหละเห็น”

 

เลยกลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั้งบ้านล่ะว่าน้องสาวของเธอมีสัมผัสที่หก

แต่จนแล้วจนรอดเธอก็หาคำตอบไม่ได้ว่าใครเป็นคนเรียก

จะว่าไปลองนึกทบทวนดีๆเสียงที่เธอได้ยินก็ออกทุ้มต่ำเกินกว่าจะเป็นเสียงของน้องสาวเธอไปได้

 

“หรือเราจะเจอผีจริงๆหว่า” อาคีราพึมพำกับตนเองเบาๆ

 

เธอหอบความสงสัยมาด้วยแม้ว่าจะออกนอกบ้านแล้วก็ตาม

ชุดลำลองเสื้อยืดคอวีสีฟ้ากับกางเกงยีนส์ทำให้รู้สึกทะมัดทะแมงเวลาเดินเหิน 

เหมาะที่สุดกับโปรแกรมที่วางไว้ในวันหยุดแบบนี้ ที่คงหนีไม่พ้นไปหาซื้อของใช้ในบ้าน

กับหนังสืออ่านเตรียมสอบแถวศูนย์การค้าที่ไม่ไกลนัก

 ชีวิตเด็กเตรียมเอนท์ช่างลำบากแท้ ไม่รู้เป็นกรรมของเด็กประเทศนี้หรือไงหนอ

พอมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทีไรเป็นเรื่องเป็นราวมันทุกทีสิน่า

 

ใจเธอเองลึกๆก็นึกเบื่อเหมือนกันกับการต้องไปแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ

กับคนเรือนหมื่นเรือนแสนยิ่งหากเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง

สนามสอบก็เหมือนสนามรบดีๆนี่เอง

 

เด็กสาวสลดลงเล็กน้อย เธอยังโชคดีที่พ่อและแม่ไม่เคยกดดัน

“ได้ก็ดี ไม่ได้ก็มีที่เรียนอื่นอีกเยอะแยะ ชีวิตไม่ได้จบลงแค่สอบได้หรือไม่ได้สักหน่อย”

แม่มักพูดเช่นนี้เสมอ

ส่วนพ่อก็จะเสริมต่อ “อย่ายึดมั่นกับมันนักเลยเรื่องได้หรือไม่ได้ แค่พยายามอย่างเต็มที่ก็พอ”

พอนึกถึงพ่อและแม่เธอก็อดอมยิ้มไม่ได้ เธอล่ะอยากจะยกตำแหน่งคู่รักแห่งปีให้เลยจริงๆ

เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันไปเกือบจะทุกเรื่อง  ชีวิตนี้เธอจะมีความรักที่ดีอย่างพ่อแม่ได้มั้ยนะ

 

สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง เธอเดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย

หยิบรายการของที่แม่และเจ้าน้องสาวตัวดีฝากซื้อขึ้นมาอ่าน

“ช็อกโกแลต Mars....น้ำตาลทราย...กาแฟสำเร็จรูป...เอ..อะไรอีก ลายมือยัยสาอ่านยากจัง...”

 

สายตาเหลือบแลเห็นว่าอีกนิดเดียวจะถึงฟุตบาทแล้ว.....จึงไม่ได้สนใจรอบข้างมากนัก

 

“แม่หนูคนนั้นระวัง!!!!!!!!!” 

 

สิ้นเสียงแม่ค้าอาคีราจึงรู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นมอง  ดวงตาเธอเบิกโพลง

รถมอเตอร์ไซค์ที่มีคนขับวัยรุ่นดูเมาไม่ได้สติกำลังพุ่งเข้ามาอย่างแรงและเร็ว

อีกเพียงนิดเดียวจะถึงตัวเธอ ไม่มีทางหลบได้เลย

เนื้อตัวสั่นเทา เกร็งไปทั้งร่าง เธอก้าวขาไม่ออก

ทำได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นพินโบว์ลิ่งรอลูกโบว์ลิ่งคือรถมอร์เตอร์ไซค์พุ่งชนให้ล้มแตกกระจาย!!

 

เอี้ยด!!!!! โครม!!!!!!!!!!

 

เคร้งๆๆ!!!  ตุบ!!

 

“กรี๊ดดดด รถชน!!”

 

“เข้าไปดูเร็ว!!”

 

“ตายมั้ยเนี่ย!!!!”

 

“แล้วเด็กผู้หญิงล่ะ!!!”

 

เสียงกรีดร้องวี้ดว้ายดังระงมรอบตัว รู้สึกเหมือนมีคนยืนมุงอยู่

อาคีราไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง รู้สึกถึงพื้นคอนกรีตที่ทั้งร้อนและแข็งอยู่ใต้ร่างเธอ

ทำไมเธอไม่เจ็บเลยล่ะ หรือว่าความจริงเจ็บจนชากันแน่นะ

                ตัดสินใจเปิดเปลือกตาขึ้น พบว่าตนเองนอนคว่ำหน้าอยู่ที่ริมฟุตบาท

รถมอเตอร์ไซค์เมื่อครู่แฉลบไปทางราวเหล็กกั้นเป็นพื้นที่ขายของ 

ร้านรองเท้าที่อยู่ใกล้ๆตอนนี้หน้าร้านมีแต่รองเท้าหล่นเกลื่อนกระจัดกระจายเต็มพื้นเจ้าของร้านสีหน้าตื่นตกใจ

ส่วนคนขับที่คงจะสร่างเมาแล้วนอนร้องโอดโอยอยู่ท่ามกลางกองรองเท้านั่นแหละ

 

เด็กสาวผมยาวงุนงง เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอมาอยู่ตรงนี้ได้ เธอถูกชนจนกระเด็นออกมาหรือ

แต่แล้วทำไมไม่รู้สึกเจ็บตรงไหนเลยล่ะ อาคีราค่อยๆลุกขึ้นยืนโดยมีคุณป้าแม่ค้าช่วยพยุง 

กวาดตาสำรวจตนเอง ขยับแขนขาเผื่อว่ามีส่วนไหนผิดปรกติ แต่ทุกอย่างก็ปรกติดี

มีแค่รอยฟกช้ำที่ต้นแขนกับแผลถลอกเท่านั้นเอง

 

“แม่หนูเป็นไงบ้าง แหม โชคดีจริงๆที่หนูกระโดดหลบทัน” คุณป้าแม่ค้าเอ่ย

ขณะที่ไทยมุงเริ่มทยอยมาเรื่อยๆ ล้อมรอบเด็กแว้นที่ยังนอนร้องโอ๊ยๆที่เดิม

“ยังดีที่มอร์เตอร์ไซค์มันหักศอก..ไอ้พวกเมาแล้วขับนี่มันน่านัก”

               

อาคีรายืนนิ่งฟังคุณป้าบ่น แต่ใจกลับเต็มเปี่ยมด้วยความสงสัย เธอไม่ได้กระโดดหลบแน่นอน

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนมีแรงบางอย่างมากระแทกหลังเธออย่างแรง ราวกับว่ามีคนผลัก

“คุณป้าเห็นใครเดินตามหลังหนูมามั้ยคะ”

“ไม่นะ ป้าก็เห็นหนูเดินอ่านอะไรมาคนเดียว”

พอเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไร คุณป้าแม่ค้าจึงเดินเลี่ยงไปดูคนเจ็บกับซากมอร์เตอร์ไซค์แทน

เด็กสาวนัยน์ตากลมพอมั่นใจว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงเลี่ยงออกมาจากจุดเกิดเหตุที่ชักจะวุ่นวายมากขึ้น

ถ้าตำรวจมาอาจจะโดนลากไปสอบปากคำ แล้วคงเสียเวลา เป็นเรื่องเป็นราวยุ่งขึ้นไปอีก....

เมื่อตัดสินใจได้จึงกระชับกระเป๋าสะพาย พาร่างตัวเองมุ่งหน้าไปทางประตูศูนย์การค้าที่อยู่ไม่ไกล

               

แม้ข้างในจะยังหวั่นไหวตกใจอยู่แต่ใจนึกอยากหันกลับไปสำรวจรอบๆอีกครั้ง   

กวาดสายตาไปตามถนนที่คลาคล่ำด้วยผู้คน เสียงไซเรนของรถพยาบาลที่แว่วอยู่ไกลๆ    

เสียงรถราคันอื่นๆที่แล่นผ่านเลยไป....

 

ณ อีกฝากฝั่งหนึ่งของถนนนั้นเอง ดวงตาสีฟ้าทอดมองมา

ใบหน้าขาวผ่องไม่ได้ระบายยิ้มอ่อนโยนอย่างครั้งแรกที่เห็น หากเป็นสีหน้าของคนโล่งใจ

ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง สายตาจับจ้องเธอไม่วาง ริมฝีปากนั้นขยับเล็กน้อย

ทว่าเธอรู้ในทุกถ้อยคำ

 

“ระวังตัวหน่อยสิ”

 

เพียงเสี้ยววินาทีรถพยาบาลแล่นผ่านบังสายตาเธอ

ร่างของเด็กหนุ่มปริศนาก็หายไป ดั่งว่าไม่เคยยืนอยู่ที่ตรงนั้น

 

“เธอเป็นใครกัน....ผี....เทวดา....หรืออะไร”

 

เด็กสาวที่แทบล้มทั้งยืนได้แต่พึมพึมกับตนเอง

ช็อกเสียยิ่งกว่าตอนเกือบโดนมอร์เตอร์ไซค์ชน

นี่เธอรอดเพราะเด็กผู้ชายคนนั้นหรือเปล่านะ?

ตอนนี้รู้เพียงอย่างเดียว...

มันไม่ใช่แค่ฝันแน่แล้ว อาคีรามั่นใจกำลังจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเธอ

และสาเหตุก็คือเด็กหนุ่มผมสีวอลนัท ตาสีฟ้าคนนั้นแน่นอน

 

TBC


ด้วยความที่อยากจะแต่งนิยายเป็นของตัวเองบ้างหลังจากแต่งแต่ fic มานาน

เลยประเดิมตอนแรกที่นี่เลยแล้วกันจ้า


Wanderers รักจากฟากฟ้า

ตอนที่ 1  แรกพบ

 

เธอเคยได้ยินทฤษฎี  เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวมั้ย....

ฉันแค่อยากให้เธอรู้ว่า มันเป็นความจริง....

 

อากาศที่ร้อนอบอ้าวของยามบ่ายไม่ทำให้เธอเดือดร้อนเท่าไรนัก

ตราบใดที่ภายในห้องเรียนเปิดแอร์ไว้เย็นฉ่ำ “อาคีรา” ยังคงนั่งจดบันทึกสิ่งที่ครูสอนอย่างขะมักเขม้น

                อีกไม่นานเธอจะจบจากการเป็นเด็กมัธยมปลายแล้ว เธอต้องตั้งใจให้มาก  

 ดวงตากลมนั้นกวาดไปตามกระดานไวท์บอร์ดเบื้องหน้า เพื่อพยายามทำความเข้าใจ

อาการปวดหัวตุบๆที่รุมเร้ามาตั้งแต่เมื่อกลางวันยังคงรบกวนเธออยู่เป็นระยะ 

รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย......แต่ก็พอทน

 

“อาคิ อาคิ ยัยอาคีรา!”

เสียงเรียกของเพื่อนที่กระซิบดังขึ้นเรื่อยๆ

จนสุดท้ายเกือบจะแหกปากตะโกนทำเอาเธอหลุดจากสมาธิบนกระดาน 

เด็กสาวเอี้ยวตัวไปหาเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้านหลังอย่างระมัดระวัง

ไม่ให้รบกวนการเรียนการสอนในห้อง

 

“มีอะไร ยัยพิมพ์ดีด”

“พิมพาโว้ย ไม่ใช่พิมดีด อย่าเปลี่ยนชื่อเอาเองดิ”

“เออน่า ช่างเหอะ เรียกทำไม”

“ปากกาหมึกหมด ยืมหน่อยๆ”

“พิมพ์ดีดเอาแทนสิ ไม่ต้องเขียน”

“แหนะ อย่าเพิ่งมากวนซี้ เดี๋ยวจดไม่ทันอ๊ะ”

ได้แซวเพื่อนพอสนุกปากเด็กสาวก็หันกลับมาควานหาปากกาในกระเป๋าเก็บเครื่องเขียน

แล้วส่งปากกาให้แบบรีบๆ ระหว่างหันกลับมามองกระดาน

 

พลัน!!

สายตาก็ดันไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างนอกหน้าต่างกระจกใสข้างๆที่นั่งของเธอ

แสงแดดที่สาดเข้ามาทำให้ต้องหยีตามอง...

 เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนคล้ายเปลือกวอลนัทสะท้อนแสงตะวันจนเกือบเป็นสีทอง

เสื้อมีฮู้ดแขนยาวสีขาวเข้ากันกับกางเกงขายาวสีเทาอ่อน 

ดวงตาสีของท้องฟ้าคู่นั้นทำเอาเธอมองตาค้าง

ใบหน้าราวเทพบุตรส่งยิ้มหวานมาให้ ถ้ามันเกิดในสถานการณ์ปรกติเธอคงจะไม่สนใจมากเท่าไหร่

แต่ที่ไม่  ก็เพราะหมอนั่นยืนอยู่นอกหน้าต่างของตึกสูงเกือบห้าชั้น

 

ที่สำคัญมันไม่มีระเบียงให้ยืน!!!

หมอนั่นลอยละล่องอยู่กลางอากาศ!!!

 

โครม!

เพียงเท่านั้นก็ทำให้อาคีราลุกพรวด 

เสียงโครมจากเก้าอี้ที่ลงไปนอนกระแทกพื้นดังลั่นพาเอาทั้งห้องหันมามองเป็นสายตาเดียว

รวมถึงคุณครูที่มองลอดแว่นออกมาอย่างตำหนิระคนสงสัย

 

“ขะ ขอโทษค่ะครู คะ คือ  คือว่าหนูปวดหัวนิดหน่อยน่ะค่ะ” 

เด็กสาวเก็บสีหน้าและอาการให้เป็นปรกติ

มันเป็นความเคยชินของเธอที่มักจะ “ตั้งสติ” มันทุกเรื่องจนเพื่อนชอบแซวให้ไปบวชเสียรู้แล้วรู้รอด

คุณครูร่างท้วมส่งสายตาอ่อนโยนมาให้เธอเล็กน้อยก่อนเอ่ย

 

“อืม ไม่เป็นไร  นั่งลงได้ อีกเดี๋ยวครูจะปล่อยแล้ว”

 

เด็กสาวนัยน์ตากลมโตก้มลงไปเก็บเก้าอี้แล้วนั่งลงอีกครั้ง เหลือบมองไปที่หน้าต่างอย่างหวาดระแวงแต่ทว่า

ไม่มี..... ไม่มีร่างของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว........

ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะถูกดุมากกว่านี้ เป็นความจริงที่ว่า อาคีรา เป็นเด็กที่ครูหลายคนให้ความเอ็นดู

ความตั้งใจเรียน และความอ่อนน้อมที่หาได้ยากในเด็กสมัยปัจจุบันยังคงอยู่ในตัวเธออย่างเต็มเปี่ยม 

แรกๆเพื่อนบางคนมักมองอย่างหมั่นไส้

แต่นานวันเข้าพอได้รู้จักนิสัยกันจริงๆกลับกลายเป็นเพื่อนด้วยซะนี่

อย่างยัยพิมพ์ดีดนี่ก็ใช่ เหตุผลที่เจ้าตัวมาบอกทีหลัง หลังจากสนิทกันแล้วมีแค่

 

“ตอนแรกก็หมั้นไส้แต่พออยู่กะเธอแล้วมันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก”

 

เด็กสาวรู้สึกตัวหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเองตอนรู้จักกับพิมพาใหม่ๆ

เมื่อเจ้าเพื่อนตัวดียื่นมือมาสะกิดยิกๆ

 

“เฮ้ยๆ ยัยอาคิ อยู่ๆลุกพรวดพราดขึ้นมาทำไม ฉันตกใจหมด”

เสียงกระซิบกระซาบของเพื่อนสาวดังขึ้นข้างหลัง

“เมื่อกี้เธอไม่เห็นเหรอ พิม”

“เห็นอะไร ”

“เด็กผู้ชายที่ ลอย อยู่ข้างนอก”

“ฉันเห็นแต่เธอซุ่มซ่ามทำเก้าอี้ล้มเองอ่ะ”

               

เมื่อเห็นเพื่อนสาวทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

อาคีราจึงทำได้แค่ถอนใจเล็กน้อยก่อนพึมพำบอกตัวเองว่า “ตาคงฝาดไป”กับ “เรียนหนักจนเบลอ”

 

ตอนกลับมาถึงบ้านท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนจากสีส้มอมม่วงไปเป็นน้ำเงินเข้มแล้ว

ดวงดาวเริ่มปรากฏตัวออกมาอวดแสงกัน อาคีราเดินออกมาจากห้องน้ำ

ขยี้ผมที่เปียกเบาๆ  ก่อนนั่งลงกับเตียง ตั้งใจว่าจะสวดมนต์

ทำจิตใจให้สงบสักหน่อยก่อนจะลงมืออ่านหนังสือที่ค้างเอาไว้ต่อ

อาการปวดหัวตุบๆยังมีอยู่ เธอพยายามจะไม่ใส่ใจมันเหมือนเดิม

 

“ยาแก้ปวดซักสองเม็ดน่าจะไหว” เธอบอกตนเอง

 

สายตาแลเล็งออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน ในใจยังนึกถึงเรื่องเมื่อบ่าย

แอบหวังเล็กน้อยว่าจะได้เห็นเด็กผู้ชายคนนั้นอีก คราวนี้กะจะเบิ่งตาดูให้ชัดๆ

พิสูจน์กันจะจะไปเลยว่า เห็นจริงหรือตาฝาดไป

แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในตาก็มีแค่แสงจากเสาไฟฟ้าในหมู่บ้านเรียงเป็นทาง

สลับกับต้นไม้ พุ่มไม้

เด็กสาวถอนหายใจ

 

“ตาฝาดจริงๆซะล่ะมั้ง”

 

ร่างเปรียวบางลุกจากเตียง หมายจะเดินไปปิดหน้าต่างกระจกที่เปิดอ้าอยู่ 

ลมวูบใหญ่พัดปะทะใบหน้า กลิ่นหอมสดชื่นพรั่งพรูเข้ามาเต็มจมูก

 

เด็กสาวยื่นหน้าออกไปด้านนอก กลิ่นของสายลมยามค่ำคืนพาใจสงบลง

พยายามนึกว่าเป็นกลิ่นของอะไร 

ดอกไม้หรือ  ไม่ใช่แน่   ดอกไม้ไม่น่าจะมีกลิ่นแบบนี้

กลิ่นผสมปนเปกันระหว่าง ใบสนกับแสงแดดอบอุ่น  

อาคีราหลับตาพยายามเค้นนึกที่มาของกลิ่นหอมแปลกประหลาด หูก็ดันได้ยินเสียง......

 

“สวัสดี”

 

“อ๊ะ อ๊ายยยยย!!!!” 

 

โครม!!

ร่างขางเธอผงะถอยหลังอัตโนมัติไปชนเข้ากับเก้าอี้จนล้มลงไป

สองรอบแล้วภายในวันเดียวกัน

ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อลืมตามองที่มาของเสียงทักทาย

 

เด็กผู้ชายคนนั้น! ลอยเท้งเต้งอยู่นอกหน้าต่างบ้านเธอ!

 

เด็กสาวลุกขึ้นพรวด อยากจะตะโกนแต่เสียงไม่ยอมออกมา จึงทำได้แค่ยื่นทื่ออยู่ที่เดิม

ร่างนั้นเคลื่อนผ่านหน้าต่างห้องเธอเข้ามาแลดูไม่ทุกข์ร้อน เธอยังคงก้าวขาไม่ออก

 

‘ผี ปีศาจ เอเลี่ยน มนุษย์ต่างดาว!!!! อะไรกัน!!!!’

 

สมองของเธอทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อหาคำตอบ

เหมือนพายุลูกใหญ่หมุนวนกระทบกระแทกอยู่ในหัว

นึกอยากจะเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอดไป

มือขาวผ่องที่โผล่พ้นแขนเสื้อยื่นออกมาช้าๆ อาคีราหลับตาแน่น

กลัวก็กลัว อยากรู้ก็อยากรู้  ฝืนสูดหายใจยาวลึก

‘ตั้งสติสิๆๆๆๆ’  ตะโกนท่องอยู่ในใจทั้งที่ทำไม่ได้อย่างที่ท่อง

 

“อย่ากลัวเลย ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก แค่มาทักทายเท่านั้น เพราะอีกไม่นานเราจะ…”

 

เสียงทุ้มนุ่มหูดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสของนิ้วแผ่วเบาที่ข้างแก้มของเธอ

 ประโยคนั้นคนพูดไม่ยอมต่อให้จบราวกับลังเลอะไรสักอย่าง

‘อะไร  เราจะ… อะไร โอ๊ยยย สงสัยทำไมกันนะเรา!!!’

เด็กสาวคิดแกมบ่นตัวเองอย่างร้อนรนทั้งที่ยังหลับตา สงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ายิ่ง 

‘วันนี้มันวันอะไรกัน แกนโลกพลิกหรือไง เรื่องประหลาดๆพวกนี้ถึงเกิดขึ้นกับฉัน!!’

เสียงขำเบาๆดังขึ้น

“แกนโลกยังไม่ได้พลิกหรอก....แค่ อีกไม่นาน เราจะรู้จักกัน...”

‘เอ๊ย ทำไมรู้ว่าเราคิดอะไร!!’

 

พรึ่บ!!!

 

ร่างที่ยืนทื่อเป็นตอไม้ตัดสินใจลืมตาโพล่งทว่า

ว่างเปล่า…

ไม่มีใครสักคนนอกจากเธอที่ยืนอยู่ในห้อง ทุกอย่างเงียบเชียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไร้ร่องรอยของเด็กผู้ชายผู้บุกรุก....... 

นอกจากในหัวแล้วตอนนี้ยังปั่นป่วนในอก มีแต่ความไม่เข้าใจอยู่เต็มไปหมด

คราวนี้ชัดทั้งภาพ ทั้งเสียง ไม่ใช่ตาฝาดแน่แล้ว 

แขนขาอ่อนเปลี้ยลงดื้อๆทั้งที่ยืนแข็งอยู่ได้ตั้งนาน

 ร่างของเธอล้มลงบนเตียงทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและจบลงรวดเร็ว  

 

อาคีราเด้งพรวด วิ่งไปดึงหน้าต่างงับเข้ามาดัง ปัง

รูดม่านปิดเข้าหากันมิดชิด กันไว้ก่อน อุ่นใจกว่า

แขนยาวบอบบางยื่นกวาดมาที่เตียงอีกรอบแล้วหอบเอาหนังสือ หมอน ผ้าห่ม

เดินจ้ำอ้าวไปทางประตูห้องนอน  

คืนนี้ไปขออาศัยนอนกับน้องสาวท่าจะเป็นความคิดที่ดี

คิดอยากเล่าให้น้องสาวตัวดีฟังแต่นึกๆดูอีกที

 

เรื่องแบบนี้เล่าให้ใครฟัง ใครมันจะเชื่อ!!

 

ยาแก้ปวดสองเม็ดชักจะไม่พอซะแล้วสิ

เสียงประตูปิด ดังขึ้นอีกหน เสียงเดินฉับๆๆ ไกลออกไป 

ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง

ร่างเพรียวไม่รู้เลยว่ามีสายตาอ่อนโยนจ้องตามแผ่นหลังตัวเองออกจากห้องไปเงียบๆ

แต่เธอมองไม่เห็นหรอกว่าใคร

 

“เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก  อาคีรา ”

เสียงทุ้มนุ่มนั้นดังแค่เพียงประซิบ....

TBC ค่า
 
หลังจากที่ได้ไปปฏิบัติธรรมมาทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
 
เคยเครียดที่เรียนจบแต่ไม่มีงานทำ
 
ก็เลิกเครียด
 
เคยกังวลกับอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร
 
ก็เลิกกังวล
 
เคยท้อถอยว่าตนเองจะไปทำอะไรได้
 
ก็เลิกท้อ
 
 
กลับมามีแค่เวลาเดียวคือ ปัจจุบัน
 
ความจริงชีวิตมีงานมากมาย....
 
ต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย....
 
 
จบจากชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยใหม่่ๆรู้สึกกลัว
 
กลัวความกว้างใหญ่และอิสระของโลกเบื้องหน้าที่ไม่คุ้ยเคย
 
ความรู้สึกคล้ายลูกนกหัดบิน 
 
 
 
แต่แปลกที่ตอนนี้....ไม่กลัวแล้ว.....
 
กลับอยากจะรู้ว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหนนะ จะไปได้สูงเพียงใดนะ
 
 
พอเข้าใจแก่นแท้ของความมีชีวิต
 
ความเครียด กังวล ท้อแท้ ความกลัว...
 
อยู่ๆก็หายไป.....
 
 
เลิกกลัวอนาคตที่ยังไม่มา
 
เลิกกังวลถึงอดีตที่ผ่านไป
 
 
ได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแล้ว
 
 
จากนี้เราไม่หลงทางอีก......ตลอดไป

 

ได้กลับมาสิงบล็อกอีกครั้ง มานั่งอ่านเอนทรี่เก่าๆแล้ว

แล้วขำตัวเอง  "เรานี่ เพ้อได้ไจเหมือนกันแฮะ"

 

กลับมาคราวนี้จะเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นมั้ยเนี่ย

อยากใช้บล็อกเป็นที่เก็บของจุ๊กๆจิ๊กๆหลายๆอย่าง

 

กลัวจะเบื่ออัพบล็อกซะก่อนจัง ช่วงนี้ยิ่งขี้เบื่ออยู่ด้วย

ธีสิสค้ำคอ T-T

 

 

ความคิดคือกระแสน้ำ

posted on 04 May 2007 12:42 by chiva

ธรรมชาติของน้ำคือ ไหลไป ไม่ย้อนกลับ

เหมือนความคิดของคน ไหลเอื่อยบ้าง เชี่ยวกรากบ้าง แต่สุดท้ายเหมือนกันหมดคือ

"ความว่างเปล่า"เพราะไหลมาแล้วก็ไหลผ่านไป แม้ว่ามือทั้งสองข้างของเราจะอยาก

ยื้อหรือไม่อยากก็ตาม สุดท้าย ในมือก็ว่างเปล่า....

น้ำไหลไปแล้ว มือแห้งเสียสิ้นแล้ว

ไม่ว่าจะความคิดของเราหรือของใครจะทำให้เราเจ็บปวดแค่ไหน

สุดท้ายคือ น้ำเปื้อนมือ ไม่นานก็แห้งไป...

ความทุกข์ตรมที่คล้ายไร้สิ้นสุด เมื่อผ่านมันไปก็ได้เข้าใจ

.....เพียงสายน้ำที่ผ่านมือ.....

สิ่งใดเล่า ......จีรัง......

หลายคนทุกข์เพราะความคิด แต่ถ้าหัดใช้ความคิดเพื่อพิจารณาความเป็นธรรมดา

จะรู้ได้เลยว่า

ความคิดกับกระแสน้ำก็เหมือนกัน!

ตอนนี้แม้ยังผ่านมันไปไม่ได้อย่างน้อยก็ได้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น

หากไม่มีรักก็คงไม่มีทุกข์

และถ้าหากไม่มีทุกข์

ก็คงไม่หาทาง .....ออกจากทุกข์......

ขอบคุณ ความรักและความทุกข์ ที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้โลกและตัวเองมากขึ้น